กับดักสงครามระหว่างจีนและอเมริกาในวันที่บาดแผลแม่น้ำโขงยังเรื้อรัง

—————————————————————————————

คงไม่มีช่วงเวลาไหนในประวัติศาสตร์อันยาวนานของสถานเอกอัครราชฑูตจีนประจำประเทศไทย ที่ต้องออกถ้อยแถลงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อปฏิเสธข้อกล่าวหาในการเป็นต้นเหตุของการเปลี่ยนแปลงการไหลของน้ำโขงอย่างสุดขั้วในลักษณะ “ท่วมหน้าแล้ง แห้งหน้าฝน” ตั้งแต่ปี 2562 และต่อเนื่องจนถึงต้นปี 2563 จากสาเหตุที่เขื่อนจินหงลดการระบายน้ำ จนเกิดภาวะน้ำโขงแห้งมาตลอดหลายเดือนนี้ เป็นการออกถ้อยแถลงที่ “เรียกแขก” จนทำให้ “หัวบันไดไม่แห้ง” เลยทีเดียว เรียงตามช่วงวันเวลา คือ

วันที่ 5 กรกฎาคม 2562, วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563, วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563, วันที่ 2 มีนาคม 2563 วันที่ 24, 25, 27 และ 28 เมษายน 2563 โดยสถานฑูตจีน พยายามหักล้างข้อวิจารณ์ โดยใช้วาทกรรมหลักเพื่อแก้ต่าง ดังนี้ ปริมาณน้ำจากจีนมีสัดส่วนเพียง 13.5%, การระบายน้ำเพิ่มในฤดูแล้งเพื่อการชลประทาน, การลดการระบายน้ำในหน้าฝน เพื่อลดความเสียหายจากการเกิดอุทกภัย รวมถึงการใช้วาทกรรม “เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามแก่ประชาชนในภูมิภาค เพื่อความร่วมมืออันดีในอนุภูมิภาคฯ” หรือ “Shared River, Shared Future” เป็นเสมือนการอ้างบุญคุณต่อประชาชนในประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง

ไม่ว่าจีนจะกล่าวอ้างอย่างไร ผลกระทบทางอุทกวิทยาได้เกิดขึ้นตั้งแต่เขื่อนม่านวานเริ่มเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในฤดูแล้งของปี 2536 หรือเมื่อ 27 ปีที่แล้ว ณ เวลานั้นประชาชนที่อาศัยอยู่ริมน้ำโขง อาจเข้าใจว่าเป็นเรื่องของภัยแล้งด้านต้นน้ำเท่านั้น แต่ปัญหานี้ได้รับยืนยันจากการศึกษาของกรมทรัพยากรน้ำในปี 2547 โดยได้เสนอรายงานการวิเคราะห์การไหลของน้ำในแม่น้ำโขง ซึ่งได้ยืนยันผลกระทบการไหลของแม่น้ำโขงเกิดจากเขื่อนม่านวาน (เขื่อนตัวแรก) ในปี 2536 โดยระดับน้ำโขงในฤดูแล้งอยู่ในระดับต่ำมาก และมีระดับต่ำมากที่สุดจนวัดค่าไม่ได้ (หรือระดับ 0 เมตร) ที่สถานีวัดระดับน้ำเชียงแสน ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2536 ทั้ง ๆ ที่ระดับน้ำโขงในเดือนพฤษภาคมกำลังเพิ่มระดับสูงขึ้นในฤดูฝน นอกจากนี้ข้อมูลสถิติระดับน้ำโขงของทั้งกรมทรัพยากรน้ำ และ MRC ก็ได้ชี้ให้เห็นถึงความแปรปรวนตลอดเวลาของระดับน้ำโขงในฤดูแล้ง และปริมาณน้ำโขงที่เพิ่มขึ้นในฤดูแล้ง ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนเมื่อเทียบกับระดับน้ำโขงก่อนการสร้างเขื่อนม่านวาน

ผลกระทบต่อเนื่องจากเปลี่ยนแปลงทางอุทกวิทยา  เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 26 ปีตั้งแต่เขื่อนม่านวานเริ่มเก็บกักน้ำและผลิตกระแสไฟฟ้า ได้ทำลายรูปแบบการไหลแบบธรรมชาติเดิมลงอย่างสิ้นเชิง ความเสียหายเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งในเขตประเทศไทย (ตั้งแต่แม่น้ำโขงในจังหวัดเชียงรายลงมาจนถึงจังหวัดอุบลราชธานี ที่มีระยะทางรวมกันประมาณ 1,500 กิโลเมตร) และประเทศอื่น ๆ ในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง และถึงแม้ว่าปริมาณน้ำโขงในฤดูแล้งจะเพิ่มขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นประโยชน์กับระบบนิเวศแม่น้ำโขงและประชาชนลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ตามที่ทางการจีนอ้างอยู่เพียงฝ่ายเดียว

และในที่สุดประเด็นปัญหาผลกระทบแม่น้ำโขง ได้ถูกผนวกเป็นประเด็นในการเมืองระหว่างประเทศ ระหว่างจีนกับอเมริกา ตั้งแต่เดือนมีนาคมเรื่อยมาถึงปัจจุบัน ใน 2 เหตุการณ์ กล่าวคือ

เหตุการณ์แรก เป็นการเกิดขึ้นในทวิตเตอร์ #MilkTeaAlliance (หรือ #ชานมข้นกว่าเลือด) ในเดือนเมษายน 2563 โดยเนื้อหาที่เกิดจากแฮชแท็กนี้ คือความเห็นอกเห็นใจต่อกันของประเทศที่ถูกจีนครอบงำ และความห่วงกังวลจากการที่จีนกำลังขยายอำนาจไปทั่วโลกผ่านฉากหน้าของความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่อประเทศอื่น ๆ จนเกิดแฮชแท็กเพิ่มขึ้นอีก เช่น #ChinaliedPeopledie #Chinamustpay ส่งผลให้ประเด็นแม่น้ำโขงขยับสู่ประเด็นปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศทันที อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงในทวิตเตอร์ล้วนมาจากระดับประชาชน 4 ประเทศเท่านั้น(ไทย, จีน, ฮ่องกง และไต้หวัน) โดยสถานทูตจีนได้ออกแถลงการณ์ถึงสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ ในวันที่ 14 เมษายน 2563 เนื้อหาแถลงการณ์ เป็นการระบุว่าความคิดเห็นในโลกอินเตอร์เน็ตนั้น จะไม่มีผลกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แม้ช่วงเวลานี้จะมีคนพยายามยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนเกลียดกันก็ตาม เพราะเรายึดหลักการจีนเดียว และ จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน

แถลงการณ์นี้ ได้สร้างความงุนงงแก่ประชาชนชาวไทยอย่างยิ่ง เนื่องจากประเด็นที่ชาว twitter ทะเลาะกันนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ระดับประเทศแต่อย่างใด และท่าทีของจีนในแถลงการณ์ที่ยกตนข่มทำเหมือนไทยเป็นประเทศใต้อาณัตินั้น ทำให้ชาวไทยไม่พอใจอย่างยิ่ง หลายคนจึงเข้าไปคอมเม้นท์ว่า กรณีเขื่อนจีนบนแม่น้ำโขงนี้ คือ ตัวอย่างของความเป็นพี่น้องกันใช่หรือไม่? และหลังจากนั้นกระแสการทะเลาะกันของชาวทวิตเตอร์ไทย-จีน ในตอนแรก จึงยกระดับมาสู่ประเด็นเขื่อนจีนทันที และขยายวงจาก twitter มาสู่ facebook ด้วย

เหตุการณ์ที่สอง สืบเนื่องจาก Stimson และ Eyes on Earth ได้เผยแพร่รายงานการศึกษา Monitoring the Quantity of Water Flowing through the Upper Mekong Basin Under Natural (Unimpeded) Conditions (การศึกษาการติดตามปริมาณการไหลของน้ำผ่านลุ่มน้ำโขงตอนบนภายใต้โครงการ Mekong Water Data Initiative ของ USAID) ในวันที่ 13 เมษายน 2563 โดยการใช้เครื่องมือวัดความชื้นในพื้นพิภพจากดาวเทียม เพื่อพิสูจน์ว่าพื้นที่บริเวณยูนนานมีความชื้นสูง (สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ) ในขณะที่ตลอดแนวแม่น้ำโขงทั้งแต่ไทย-ลาว ลงมา กลับมีความชื้นต่ำ แม้การศึกษานี้จะไม่สามารถบอกปริมาตรน้ำในแม่น้ำเหนือเขื่อน และการใช้น้ำในพื้นที่เหนือเขื่อนได้ก็ตาม แต่ระบุว่าพื้นที่เหนือเขื่อนในจีนนั้นไม่ได้แล้งตามที่จีนเคยอ้างไว้

รายงานการศึกษาดังกล่าวนี้ ส่งผลให้สถานทูตจีน เผยแพร่บทความผ่านเพจ Chineses Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ต่อเนื่องนานถึง 4 วัน (วันที่ 24, 25, 27 และ 28เมษายน 2563) และข่าวสารสถานทูต ในเรื่อง 7 คำถาม 7 คำตอบสำหรับการพัฒนาและใช้ประโยชน์ทรัพยากรน้ำในแม่น้ำโขง ระบุความเห็นจาก “ผู้เชี่ยวชาญ” (ซึ่งไม่ระบุเป็นใคร) ถึงความคิดเห็นที่โจมตีเขื่อนในแม่น้ำโขงของจีนเป็นข้อ ๆ ต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์ ถึง 7 โพสต์ ประกอบภาพกราฟฟิก เช่น เขื่อนจีนทำหน้าที่บริหารน้ำไม่ให้หน้าแล้งน้ำแห้ง และไม่ให้หน้าฝนน้ำท่วม, ภัยแล้งเกิดจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ฝนตกน้อย, ภาคอีสานของไทยอยู่ไกลจากจีนมาก แม้ปล่อยน้ำไปก็ไม่รู้ว่าจะช่วยได้หรือไม่, เขื่อนจีนเป็น Run-of-River ฯลฯ รวมทั้งจีนยังได้ยกความเห็นของ คณะกรรมการแม่น้ำโขง ซึ่งได้เขียนตอบบทความวิจัยดังกล่าวในวันที่ 21 เมษายน 2563 ด้วย จีนสรุปว่า รายงานการศึกษาดังกล่าวนี้จงใจมองข้ามข้อเท็จจริง อ้างสถิติบางส่วนเกินความเป็นจริง และไม่มีหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์เพียงพอ ซึ่งจีนเห็นว่า รายงานดังกล่าวนี้มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง เพื่อพุ่งเป้าโจมตีที่จีนโดยตรง

ในช่วงสัปดาห์เดียวกัน สถานทูตอเมริกาประจำประเทศไทย ได้ช่วงชิงสถานการณ์โดยการออกบทความบนเว็บไซต์สถานทูตสหรัฐอเมริกา และสถานกงสุลในประเทศไทย ในวันที่ 25 เมษายน 2563 และลงเป็นบทความในหนังสือกรุงเทพธุรกิจ วันเดียวกัน เขียนโดยเอกอัครราชทูต ไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี เรื่อง “รักษ์แม่โขง: สายโลหิตทางเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงทั้งภูมิภาค” เนื้อหาบทความกล่าวถึงความสัมพันธ์และความร่วมมือกันมาอย่างยาวนาน ระหว่างอเมริกาและประเทศลุ่มน้ำโขงกว่า 60 ปี จึงเกิดความเห็นใจและห่วงกังวล ถึงวิกฤติของประเทศไทยที่กำลังเกิดขึ้นจากโครงการเขื่อนในแม่น้ำโขง ที่จะทำลายวิถีชีวิตและทรัพยากร และได้แสดงภาพถ่ายจากดาวเทียมที่แสดงผลว่า น้ำโขงตอนบนในเขื่อนของจีนมีปริมาณมาก ขัดแย้งกับน้ำโขงตอนล่างที่เหือดแห้ง บทความนี้ได้แสดงท่าทีที่สำคัญคือ สหรัฐอเมริกาได้ออกตัวหันหน้าเผชิญกับจีนอย่างชัดเจน

ปรากฏการณ์ตอบโต้กันไปมา ระหว่างสถานทูตจีนกับสถานทูตอเมริกาในประเทศไทย ช่วงเดือนเมษายนของปี 2563 ต่อเรื่องผลกระทบจากการกักน้ำของเขื่อนจีน ที่ส่งผลกระทบต่อ 4 ประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างนั้น ซึ่งต่างฝ่ายก็ได้ใช้ข้อมูลจากงานวิจัยของสถาบันของตนเอง เป็นฐานในการตอบโต้กันไปมา และมันได้ถูกผนวกกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศของอเมริกากับจีน ซึ่งผสมผสานกันหลายประเด็น ทั้งในเรื่อง โควิด-19, ไต้หวัน/ฮ่องกง และล่าสุดยังรวมมาถึง ปัญหาความขัดแย้งในเขตทะเลจีนใต้ด้วย 

ในด้านหนึ่ง เราอาจจะเห็นว่า ปัญหาผลกระทบของเขื่อนจีนต่อลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ได้ถูกยกระดับความสนใจ มีสื่อสาธารณะทั้งในภูมิภาคแม่น้ำโขง และสื่อระดับโลกเผยแพร่ข่าวมากขึ้น แต่กลับเป็นสิ่งที่ยากในการให้เกิดกระบวนแก้ไขปัญหาภายใต้การเมืองระหว่างประเทศที่กำลังท้าตีท้าต่อยกันของสองมหาอำนาจ ซึ่งจะไม่มีใครยอมใคร

ถึงแม้ว่าผลกระทบจากเขื่อนจีนจะเกิดขึ้นมานานถึง 27 ปี และมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปี 2562 และ 2563 แต่กลับปรากฏว่า ไม่เคยเลยแม้แต่ครั้งเดียว ที่ทั้งฝ่ายการเมืองและหน่วยงานที่รับผิดชอบของไทย จะระบุปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนไทยและมีท่าทีที่ชัดเจนในเรื่องนี้ต่อทางการจีน แต่กลับทำได้เพียงแถลงยอมรับการเปลี่ยนแปลงการไหลของน้ำโขงจากเขื่อนจีนเท่านั้น

ตัวอย่างปัญหาผลกระทบจากเขื่อนจีน เช่น กรณีแม่น้ำโขงแห้ง ในช่วงฤดูแล้งปี 2553 จากการเปิดใช้งานของเขื่อนเสี่ยววาน เมื่อการสร้างเขื่อนเสี่ยววานแล้วเสร็จและเริ่มเก็กน้ำในฤดูฝนต่อเนื่องถึงฤดูแล้งในช่วงปี 2552-2553 ซึ่งเขื่อนแห่งนี้มีความจุมากถึง 14,560 ล้านลูกบาศก์เมตร เทียบได้กับความจุของเขื่อนภูมิพล ได้ส่งผลให้ระดับน้ำโขงแห้งลงอย่างชัดเจน สร้างปัญหาผลกระทบต่อประเทศท้ายน้ำในวงกว้าง และในปี 2553 นี้เอง ที่เป็นครั้งแรกของสถานทูตจีนในกรุงเทพต้องออกมาพบกับเครือข่ายภาคประชาชนจากภาคอีสานและภาคเหนือ ที่หน้าสถานฑูตจีนเพื่อรับจดหมายในนาม เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนาในวันที่ 3 เมษายน 2553 จดหมายดังกล่าวมีข้อเรียกร้องที่มีสาระสำคัญในเรื่อง ให้ยุติโครงการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงและโครงการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขง, การทบทวนเขื่อนในจีนที่สร้างเสร็จแล้วทั้ง 4 เขื่อนเพื่อให้มีการมีส่วนร่วมของประชาชนตอนล่าง เพื่อให้เกิดการจัดการน้ำที่ไม่ก่อผลกระทบต่อประชาชนท้ายน้ำ และการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนของทุกประเทศในลุ่มน้ำโขง เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการบริหารจัดการลุ่มน้ำโขงเพื่อความเป็นธรรมและยั่งยืน

การรวมตัวกันของเครือข่ายภาคประชาชนริมน้ำโขง มีจุดร่วมเดียวกันคือผลกระทบจากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงของจีน ที่ดำเนินการเสร็จแล้ว 4 เขื่อน แต่จีนไม่มีท่าทีว่าจะแสดงความรับผิดชอบ ต่อความเสียหายทั้งต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตประชาชนริมน้ำโขง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางอุทกวิทยาและความแปรปรวนของระดับน้ำโขงจากเขื่อนจีน ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจีนได้เขื่อนกั้นแม่น้ำโขงเสร็จแล้วถึง 11 เขื่อน 

กรณีการระบายน้ำของเขื่อนจีน ในเดือนธันวาคม 2556 เขื่อนจินหงของจีนได้ปล่อยน้ำลงมาในปริมาณมาก ส่งผลให้ระดับน้ำโขงโขงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในระหว่างวันที่ 13 ถึง 17 ธันวาคม 2556 ซึ่งวัดได้ที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยระดับน้ำโขงขึ้นต่อเนื่องประมาณ 5 วัน จากระดับ 3.76 ในวันที่ 13 ธันวาคม ขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 6.96 เมตรในวันที่ 17 ธันวาคม 2556 และลดลงสู่ระดับเดิมในวันที่ 21 ธันวาคม ที่ระดับ 3.78เมตร รวมระยะเวลานับตั้งแต่น้ำโขงขึ้นจนลดลงสู่ระดับปกติใช้เวลาประมาณ 9 วัน โดยมีระดับน้ำโขงสูงขึ้นรวม 3.2 เมตรในช่วงเวลานี้ ระดับน้ำโขงที่สูงขึ้นนี้ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังแม่น้ำโขงตอนล่างตลอดลำน้ำโขงของภาคอีสานของไทย

ช่วงเวลาดังกล่าว ได้มีการสำรวจความเสียหายกับกลุ่มชาวบ้าน ในพื้นที่ 14 ตำบลที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับแม่น้ำโขง พบว่าทุกกลุ่มต่างได้รับผลกระทบจากระดับน้ำโขงขึ้นผิดปกติ ดังนี้

1. ผลกระทบต่ออาชีพประมง จำนวน 161 ราย พบว่าสูญเสียรายได้จากการขายปลาประมาณ 8,495 บาทต่อราย และความเสียหายต่อเครื่องมือประมงขั้นต่ำประมาณ 1,426 บาทต่อราย

2. ผลกระทบต่อการเกษตรริมฝั่งโขง จำนวน 140 ราย พบว่าพื้นที่เกษตรริมโขงถูกน้ำท่วม เกิดความเสียหายในส่วนของทุนที่ลงไปแล้ว โดยมีต้นทุนขั้นต่ำ 2,964 บาทต่อราย และประเมินว่าหากสามารถขายผลผลิตได้ จะสร้างรายได้ขั้นต่ำที่ 9,245 บาทต่อราย

เกษตรริมโขง ต.พระกลางทุ่ง จมน้ำจากน้ำโขงขึ้นฉับพลัน เมื่อ ธันวาคม 2556

3. ผลกระทบต่อผู้เลี้ยงปลากระชัง จำนวน 43 ราย พบว่าต้องประสบกับการขาดทุนทันทีรวม 47,000 บาทต่อราย เนื่องจากปลาตาย

บริเวณพื้นที่ที่มีการสำรวจการขึ้น-ลง ผิดปกติของระดับ น้ำโขงในครั้งนี้ ยังมีความเสียหายในด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายต่อระบบสูบน้ำเพื่อการเกษตร และเพื่อใช้ในการผลิตน้ำประปาของชุมชน เนื่องจากระดับน้ำโขงได้เพิ่มและลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สถานีสูบน้ำทุกแห่งติดค้างบนตลิ่ง ประกอบกับมีเศษไม้ ขอนไม้และขยะ จำนวนมากถูกพัดพามาสะสมไว้ ทำให้ต้องใช้งบประมาณของท้องถิ่นเป็นจำนวนมากในการเคลื่อนย้ายสถานีสูบน้ำต่าง ๆ เหล่านี้กลับลงแม่น้ำโขงในระดับปกติเช่นเดิม

กรณีความเสียหายจากระดับน้ำโขง “ท่วมหน้าแล้ง แห้งหน้าฝน” ในปี 2562 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคมของปี พ.ศ.2562 นั้น ระดับน้ำโขงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ จากการระบายน้ำของเขื่อนจินฮง จากประเทศจีน ส่งผลให้ในช่วงฤดูแล้งของปี 2562 ระดับน้ำโขงโดยรวมตั้งแต่สถานีวัดระดับน้ำเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ลงมาถึงสถานีวัดระดับน้ำโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี มีความแปรปรวนของระดับน้ำในระดับสูงตลอดเวลา ใน 4 ช่วงเวลา ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายน

ขณะเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนในเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนตุลาคม เขื่อนจินหงของจีนได้ลดการปล่อยน้ำจนทำให้ระดับน้ำโขงที่สถานีเชียงแสนและต่อเนื่องไปทุกสถานีท้ายน้ำถึงสถานีโขงเจียมมีระดับต่ำมาก จนเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ท่วมหน้าแล้ง แห้งหน้าฝน” ความแปรปรวนของระดับน้ำโขงอย่างรุนแรงและสุดขั้วเช่นนี้ ได้สร้างผลกระทบในด้านต่าง ๆ อาทิเช่น

ประการที่ 1 สภาพน้ำท่วมหน้าแล้ง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมพืชผลทางการเกษตร, ปลากะชังชะงักการเติบโต, หาดทรายและแก่งหิน อันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของทุก ๆ จังหวัด ต่างจมอยู่ใต้น้ำโขง เช่น แก่งผาได อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย, แก่งคุดคู้ จ.เลย, พันโขดแสนไคร้ และหาดจอมมณี จ.หนองคาย, แก่งอาฮง และหาดบุ่งคล้า จ.บึงกาฬ, หาดพระกลางทุ่ง จ.นครพนม, แก่งกะเบา จ.มุกดาหาร, แก่งหินขัน จ.อำนาจเจริญ, หาดปากแซง หาดสลึง และสามพันโบก จ.อุบลราชธานี เป็นต้น ได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจและรายได้ของชุมชนในระดับท้องถิ่น โดยไม่สามารถประเมินค่าได้

ประการที่ 2 การลดการระบายน้ำของเขื่อนจิงฮง ในเดือนกรกฎาคม 2562 ส่งผลให้แม่น้ำโขงแห้งลงอย่างรวดเร็วทั้งที่อยู่ในช่วงต้นฤดูฝน ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของปลาและสัตว์น้ำโขงอย่างรุนแรง ได้แก่ ปลาในแม่น้ำโขง ไม่สามารถหาพื้นที่เหมาะสมตามธรรมชาติเดิม ในช่วงฤดูผสมพันธุ์และวางไข่ได้, ปลาและสัตว์น้ำ ที่ติดค้างตามหนองน้ำในแม่น้ำโขง ตายลงเป็นจำนวนมาก เพราะเมื่อน้ำโขงแห้งลงทำให้น้ำในหนองน้ำต่าง ๆ แห้งลงตามไปด้วย, พืชพรรณไม้น้ำธรรมชาติในแม่น้ำโขง ยืนต้นตายลงไปเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะต้นไคร้น้ำ ซึ่งเป็นแหล่งวางไข่และอนุบาลปลาวัยอ่อนในแม่น้ำโขง ผลกระทบทั้งหมดนี้ จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อความสมบูรณ์ของทรัพยากรการประมงในแม่น้ำโขง

น้ำโขงแห้งจนเห็นท้องน้ำ ที่ปากชม จ.เลย ปี 2562

ประการที่ 3 ระดับน้ำโขงที่แห้งลงอย่างรวดเร็วในเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายนนั้น ได้ส่งสัญญาณทางธรรมชาติที่ผิดพลาดต่อวงจรชีวิตของปลาในแม่น้ำโขงเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการอพยพผิดฤดูกาลของปลาหลายชนิด เช่น ปลายี่สกไทยหรือปลาเอิน ซึ่งควรจะอพยพในเดือนธันวาคม-มกราคม เมื่ออพยพผิดฤดูกาล จะทำให้โอกาสในการผสมพันธุ์และวางไข่ต้องสูญเสียไปเช่นกัน นอกจากนี้ระดับน้ำโขงที่แห้งลงอย่างรวดเร็ว ยังส่งผลต่อการเกษตรริมฝั่งโขง, ระบบประปาตลอดแนวแม่น้ำโขง ชุมชนต้องลงทุนเพิ่มขึ้นในการจัดหาน้ำให้เพียงพอต่อพืชเกษตร รวมทั้งประเพณีแข่งเรือในบางจังหวัด ต้องยุติลงในปีนี้ เพราะสภาพแม่น้ำโขงแห้งไม่สามารถจัดการแข่งเรือ อันเป็นประเพณีร่วมของชุมชนของไทยและสปป.ลาว

กรณีการลดการระบายน้ำของเขื่อนจินหง ในปี 2563 ได้ส่งผลกระทบสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้ง ปี 2563 นี้ อาทิเช่น

1. จากความต่อเนื่องของระดับน้ำโขงที่ต่ำผิดปกติมาตั้งแต่ปลายปี 2562 และระดับน้ำโขงที่ต่ำมากในช่วงต้นปี 2563 ทำให้มีการจับปลาในบางช่วงของแม่น้ำโขงได้มากขึ้นมาก อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เนื่องจากปลาจำนวนมาก ต่างหาที่อยู่อาศัยในบริเวณแก่งที่มีวังน้ำลึก ซึ่งเมื่อน้ำลดระดับลงมากและมีความใสมาก จึงทำให้สามารถถูกจับได้ง่ายเป็นปริมาณมาก ทั้งประมงในฝั่งไทยและลาว

2. ผลกระทบต่อระบบเกษตรที่ต้องอาศัยน้ำจากแม่น้ำโขง เนื่องจากแม่น้ำโขงลดระดับลงมาก ทำให้ชาวบ้านต้องลงทุนเพิ่มมากขึ้นในการสูบน้ำขึ้นมารดพืชผลทางการเกษตร และในบางพื้นที่ ไม่สามารถสูบน้ำขึ้นมาได้ ประกอบกับสภาวะอากาศที่ร้อนมาก ส่งผลให้พืชเกษตรริมตลิ่งแม่น้ำโขงจำนวนมากให้ผลผลิตที่ไม่สมบูรณ์

3. ผลกระทบต่อ ระบบสูบน้ำเพื่อผลิตน้ำประปาของชุมชนและเมืองใหญ่ที่ติดแม่น้ำโขง 

ขณะที่เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนในเดือนมิถุนายนเป็นต้นมา เขื่อนจินหงได้ลดการระบายน้ำลงอีก ทำให้ระดับน้ำโขงที่สถานีเชียงแสนมีระดับต่ำมาก และหากยังคงระดับต่ำไปตลอดช่วงฤดูฝน จะส่งผลให้น้ำจะไม่หลากเข้าลำห้วยหรือลำน้ำสาขา และระบบนิเวศในแม่น้ำโขงจะเสื่อมโทรมลงเช่นเดียวกับปี 2562 สภาพเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อการแพร่ขยายพันธุ์ของปลาและสัตว์น้ำในแม่น้ำโขงซ้ำอีก 1 ปี อันจะทำให้ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศและการประมงในแม่น้ำโขง ยากที่จะปรับตัวฟื้นฟูสภาพมากขึ้นในอนาคต

ผลกระทบจากเขื่อนจีนต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตประชาชนของ 4 ประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกมาตลอด 27 ปี โดยปราศจากความรับผิดชอบใด ๆ จากประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ควบคุมต้นน้ำ ประชาชนได้เรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหานี้มาโดยตลอด แต่โดยสถานะของมหาอำนาจจีนในภูมิภาคแม่น้ำโขง ส่งผลให้ “รัฐบาลไทยทุกยุคสมัย” ไม่มีจุดยืนรักษาผลประโยชน์ประชาชนของตนเอง เพื่อเจรจากับจีน ในการแก้ไขปัญหาที่หมักหมมมานานกว่า 2 ทศวรรษนี้ และเมื่อมีมหาอำนาจอเมริกาเข้ามาร่วมวงในประเด็นแม่น้ำโขงด้วย ซึ่งมีเป้าหมายชัดเจนในทางการเมือง ที่จะสกัดกั้นอิทธิพลของจีนในภูมิภาคแม่น้ำโขงตอนล่าง อเมริกาไม่ได้มีเป้าหมายอะไรเพื่อประชาชนลุ่มน้ำโขงที่จริงจังและสิ่งนี้จะสอดรับกับความต้องการของจีนด้วย ในแง่ที่ว่า สามารถผลักปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ให้เป็นเรื่องที่มีเบื้องหลังทางการเมืองแอบแฝง และใช้โอกาสนี้ ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบใด ๆ ต่อไป

ประชาชนลุ่มน้ำโขงยังคงต้องเรียกร้องให้เกิดการแก้ไขปัญหานี้ต่อไป ไม่เฉพาะกับทางการจีนเท่านั้น แต่รวมถึงต้องเรียกร้อง “สำนึก ความรับผิดชอบ” ของรัฐไทยที่จะต้องเป็นปากเสียงให้กับประชาชนไทยด้วยเช่นกัน อย่าให้การตบตีกันของอเมริกากับจีน มาบดบังภาระหน้าที่ในการการแก้ไขปัญหาที่เป็นอยู่ .

เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา ยื่นจดหมายต่อตัวแทนสถานทูตจีน (Mr. Yao Men) ในวันที่ 3เมษายน 2553 (ภาพโดย TERRA)

แถลงการณ์และเอกสารแนบของเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s