ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของโครงการถนนสองช่องทางเชื่อมต่อโครงการทวาย  

โครงการถนนเชื่อมต่อโครงการทวาย (Dawei Road Link) เป็นหนึ่งในโครงการหลักของโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย มีจุดประสงค์ในการช่วยย่นย่อระยะทางและระยะเวลาของการขนส่งสินค้าและบริการจากชายฝั่งทะเลอันดามันประเทศเมียนมาร์ไปยังทะเลจีนใต้ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ มีการคาดการณ์กันว่าถนนเส้นนี้จะสามารถขนส่งสินค้าและบริการจากชายฝั่งทะเลอันดามันไปยังท่าเรือแหลมฉบังของไทยเพียงไม่ถึง 8 ชั่วโมง โดยถนนทวายเส้นนี้มีความยาว 138 กิโลเมตร มีจุดเริ่มต้นจากตัวโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษไปยังชายแดนไทย – เมียนมาร์ ที่ด่านพุน้ำร้อน อำเภอบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี ถนนเส้นนี้มีความสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศไทยและเมียนมาร์อย่างมีนัยสำคัญ เพราะจะเชื่อมต่อกับถนนทางหลวงเชื่อมต่อบ้านเก่า – กาญจนบุรี จากนั้นจึงเชื่อมไปยังถนนทางหลวงหมายเลข 81 กาญจนบุรี – บางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี และเชื่อมต่ออีกทอดหนึ่งไปยังนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและท่าเรือแหลมฉบังของประเทศไทย

โครงการนี้ ถูกสถาปนาขึ้นอย่างชัดเจนภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลไทยโดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2558 เรื่อง การดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรีในการสนับสนุนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง สาระสำคัญของมติดังกล่าวคือการให้เงินกู้ผ่อนปรนจำนวน 4,500 ล้านบาทแก่รัฐบาลเมียนมาร์เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างโครงการถนนสองช่องทางเชื่อมต่อโครงการทวายในระยะทาง 138 โดยมีสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) เป็นหน่วยงานตัวแทนในการดำเนินการโครงการ มีหน้าที่ในการออกแบบเงื่อนไขเงินกู้ยืม เพื่อเป็นการช่วยเหลือทางการเงิน (Financial Assistance: FA) และยังมีหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ (Technical Assistance: TA) โดยการจัดทำรายงานสำรวจและออกแบบรายละเอียดโครงการถนนสองช่องทางเชื่อมต่อโครงการทวายด้วย

การดำเนินการที่ชัดเจนของภาครัฐไทยและเมียนมาร์ในการผลักดันโครงการถนนสองช่องทางเชื่อมต่อโครงการทวายนั้นเริ่มขึ้นหลังจากบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ได้รับสัมปทานโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและโครงการที่เกี่ยวข้องจากรัฐบาลเมียนมาร์ ได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการทวายและโครงการถนนเชื่อมต่อซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่เกี่ยวข้องไปแล้วนับแต่ปี 2553 ซึ่งขณะนั้นถนนเส้นนี้ถูกเรียกว่า “โครงการถนนเชื่อมต่อ 4 ช่องทาง ในโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย” และได้รับการคาดการณ์ว่าจะถูกขยายออกเป็น 8 ช่องทางในอนาคตเพื่อรองรับยานพาหนะขนาดใหญ่ในทุกรูปแบบ ที่มาพร้อมกับทางรถไฟ ระบบขนส่งก๊าซธรรมชาติ และสายส่งกระแสไฟฟ้าแรงสูง

อย่างไรก็ตาม ด้วยปัจจัยหลายประการได้แก่ การที่ทางบริษัทไม่สามารถหาเงินลงทุนเพิ่มเติม และการถอนตัวของบริษัทร่วมทุนในเมียนมาร์ กอปรกับการต่อต้านจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบตามแนวถนนและความไม่มั่นคงในสถานการณ์ทางการเมือง ทำให้โครงการไม่มีความคืบหน้ามากนัก อีกทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่โครงการก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม ทำให้ทางภาครัฐของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะในส่วนของประเทศไทยเล็งเห็นว่าจะต้องให้การสนับสนุนให้โครงการถนนเชื่อมต่อได้รับการพัฒนาอย่างจริงจังและเสร็จเสียก่อน เพื่อเบิกทางให้นักลงทุนเห็นถึงความเป็นไปได้ในการเข้ามาลงทุนและความคืบหน้าของโครงการ ถึงกระนั้นในปี 2558 ทางบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ก็ได้กลับเข้ามาดำเนินโครงการอีกครั้งจากการได้รับสัมปทานจากรัฐบาลเมียนมาร์ให้ดำเนินโครงการทวายระยะแรกและโครงการที่เกี่ยวข้องเช่นโครงการถนนสองช่องทางเชื่อมต่อโครงการทวายด้วย 

เดือนมีนาคม 2561 ความคืบหน้าของโครงการถนนสองช่องทางเชื่อมต่อโครงการทวายมีการดำเนินการที่ชัดเจนมากขึ้น เนื่องด้วยทางรัฐสภาเมียนมาร์ได้อนุมัติรับเงินกู้ผ่อนปรนจำนวน 4,500 ล้านบาทที่เสนอโดยรัฐบาลไทย  โดยภายใต้เงื่อนไขของเงินกู้นี้ทาง สพพ. ซึ่งมีการกำหนดรายละเอียดคือ อัตราดอกเบี้ย 0.1 เปอร์เซ็นต์ มีกำหนดชำระเงินคืนภายในระยะเวลา 20 ปี โดยมีกำหนดระยะปลอดดอกเบี้ย 0% 10 ปี (รวมเป็นระยะเวลา 30 ปี) โดยบริษัทใหม่ที่จะเข้ามาเป็นผู้ดำเนินโครงการถนนนั้นต้องเป็นบริษัทผู้รับเหมาและบริษัทที่ปรึกษาจากประเทศไทย อีกทั้งทางรัฐบาลเมียนมาร์ต้องใช้สินค้าและบริการจากประเทศไทยในการดำเนินโครงการไม่น้อยกว่า 50% นอกจากนี้โครงการถนนดังกล่าวนี้ต้องมีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและผ่านการพิจารณาของทางเมียนมาร์แล้ว  โดยหลังจากที่ทางรัฐสภาเมียนมาร์ได้มีการอนุมัติรับความช่วยเหลือทางการเงินดังกล่าว เมื่อวันที่ 5 เมษายน ทางรัฐบาลเมียนมาร์ได้ยื่นขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาลไทยผ่าน สพพ. โดยใช้ช่องทางทางการทูต โดยภายในหนังสือดังกล่าวประกอบด้วยเนื้อหาสองส่วน คือ การจัดทำแบบรายละเอียดโครงการ และการปรับปรุงถนนสองช่องทาง การให้เงินกู้ผ่อนปรนจำนวน 4,500 ล้านบาท นี้ถือเป็นจำนวนเงินกู้ที่มากที่สุดนับตั้งแต่มีการให้ความช่วยเหลือทางการเงินในโครงการต่าง ๆ ผ่านทาง สพพ. เนื่องจากในกฎระเบียบของการให้เงินกู้ของ สพพ. นั้น กำหนดให้เงินกู้ยืมได้ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท

พฤศจิกายน 2561 สพพ.และกระทรวงการก่อสร้าง ของเมียนมาได้ลงนามร่วมกันในข้อตกลงเพื่อยกระดับและพัฒนาถนนเชื่อมต่อสองช่องทางในโครงการทวาย ภายใต้ข้อตกลงนี้ สพพ. จะมีหน้าที่ในการดำเนินการสำรวจและออกแบบเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการยกระดับถนนเชื่อมต่อดังกล่าว โดยจะใช้ระยะเวลาในการดำเนินการจำนวน 8 เดือน โดยบริษัทที่ปรึกษาที่ได้รับการว่าจ้างนั้นจะเริ่มดำเนินการสำรวจและออกแบบโครงการถนน ซึ่งนับเป็นการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการของ สพพ. โดยเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – กันยายน 2562 รวมระยะเวลา 240 วัน ซึ่งทาง สพพ. ได้มีการแจ้งความคืบหน้าและแจ้งรายละเอียดโครงการบางส่วนผ่านเว็บไซต์เฉพาะของโครงการถนนสองช่องทางซึ่งมีการเผยแพร่ทั้งในรูปแบบภาษาไทย อังกฤษ และเมียนมาร์

ในระหว่างการดำเนินการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการผ่านการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาให้จัดทำรายงานสำรวจและออกแบบรายละเอียดโครงการถนนสองช่องทางเชื่อมต่อโครงการทวายในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – กันยายน 2562 นั้น ทาง สพพ. ได้มีการนำเสนอความคืบหน้าของการจัดทำรายงานต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องของทางรัฐบาลเมียนมาร์อยู่เป็นระยะ และได้มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจำนวน 2 ครั้ง ด้วยกัน แต่ด้วยระยะทางและความยุ่งยากในการเดินทางของผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการไปยังสถานที่จัดการประชุมซึ่งอยู่ห่างไกล ทำให้การจัดการประชุมไม่สามารถรับฟังความคิดเห็น ข้อห่วงกังวล และข้อเสนอแนะต่อโครงการถนนสองช่องทางที่จะเกิดขึ้นได้ องค์กรภาคประชาสังคมทั้งไทยและเมียนมาร์ รวมถึงชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจึงได้ยื่นหนังสือไปยัง สพพ. โดยให้ทาง สพพ. แจ้งไปยังบริษัทที่ปรึกษาให้มีการจัดการประชุมเพิ่มเติมในบริเวณพื้นที่ของหมู่บ้านหรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลอย่างทั่วถึงและได้แสดงความคิดเห็นของพวกเขาต่อผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งในเวลาต่อมาทางบริษัทที่ปรึกษาก็ได้จัดมีการประชุมในพื้นที่ของหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่กามองโต่ย

ยิ่งไปกว่านั้น ในเดือนช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2562 ก่อนหน้าที่กระบวนการจัดทำรายงานจะสิ้นสุด ทางกลุ่มองค์กรชุมชนและประชาชนผู้ได้รับผลกระทบได้เดินทางมาเข้าพบและยื่นข้อร้องเรียน ข้อห่วงกังวล และข้อเสนอแนะของพวกเขาเกี่ยวกับโครงการถนนสองช่องทางที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อ สพพ. และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้านสิทธิมนุษยชนอย่างสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม

หลังจากที่ทาง สพพ. ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาจัดทำรายงานสำรวจและออกแบบรายละเอียดโครงการจนเสร็จสิ้นไปแล้ว ในเดือนกันยายน 2562 เมื่อเข้าสู่ปี 2563 ที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ดูจะเป็นปัญหาใหญ่ของทั้งประเทศไทยและประเทศเมียนมาร์ (รวมถึงประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก) นั้น โครงการถนนสองช่องทางยังไม่มีอะไรคืบหน้ามากนักในฝ่ายของประเทศไทย โดยหลังจากที่ทางคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ได้ส่งจดหมายสอบถามถึงความคืบหน้าในการจัดทำรายงานการศึกษาของโครงการจึงได้ทราบว่าทาง สพพ. อยู่ระหว่างการแก้ไขรายงานฉบับสมบูรณ์ขั้นสุดท้าย ก่อนที่จะส่งรายงานให้ทางคณะกรรมการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (คพพ.) ตรวจรับรายงานดังกล่าว โดยหลังจาก คพพ. ดำเนินการตรวจรับและอนุมัติเรียบร้อยแล้ว รายงานดังกล่าวจะถูกส่งไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติการให้ความช่วยเหลือทางการเงินต่อไป

ในส่วนของทางบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ซึ่งเป็นผู้ได้รับสัมปทานในการดูแลโครงการถนนอยู่ในขณะนี้ก็ดูเหมือนว่าจะกำลังรอการเปิดประมูลโครงการถนน หลังจากได้ออกมากล่าวกับสื่อบางสำนักว่าการพัฒนาในพื้นที่โครงการทวาย รวมถึงโครงการถนนสองช่องทางนั้นหยุดชะงักมากกว่า 4 ปี โดยนายเปรมชัย กรรณสูต ในฐานะประธานบริหารของบริษัทให้เหตุผลว่า[1] “ที่ต้องหยุดก่อสร้างเพื่อรอความชัดเจน เพราะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ซึ่งเราในฐานะผู้ลงทุนก็ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยต่าง ๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมา แต่ก็ได้อธิบายกับธนาคารที่ปล่อยกู้ว่าโครงการมีผลตอบแทนในระยะยาว เพียงแต่รอการอนุมัติให้โครงการเดินหน้าต่อ เมื่อได้รับไฟเขียวเราพร้อมเดินหน้าในทันที ซึ่งได้เจรจากับธนาคารเจ้าหนี้ให้ยืดการชำระหนี้ให้บ้าง” และคาดว่าหากโครงการถนนสองช่องทางจะแล้วเสร็จภายในสองปีคือในปี 2565 หากเริ่มดำเนินการได้ภายในปีนี้

การผลักดันการสร้างกลไกกำกับดูแลการลงทุนของไทยในโครงการทวาย

ในปี 2556 ภาคประชาสังคมทวายและไทย พร้อมด้วยชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่โครงการทวายได้ส่งจดหมายร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไทย ให้ดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยในเวลาต่อมาทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของไทยก็ได้ดำเนินการตรวจสอบการดำเนินโครงการทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง จนในเวลาต่อมาได้มีรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่โครงการทวาย ซึ่งมีข้อเสนอแนะให้ทางบริษัทผู้พัฒนาโครงการดำเนินการชดเชยเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม พร้อมทั้งเสนอให้ทางคณะรัฐมนตรีของประเทศไทยดำเนินการจัดตั้งกลไกกำกับดูแลการลงทุนของผู้ลงทุนสัญชาติไทยในต่างประเทศ โดยนำหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนมาปรับใช้ ซึ่งในเวลาต่อมาทางคณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติออกมาเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 เพื่อรับรองข้อเสนอแนะดังกล่าว ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของไทยในการให้ความสำคัญต่อการปกป้องและเคารพสิทธิมนุษยชนจากการประกอบธุรกิจ โครงการทวายนับเป็นโครงการแรก ๆ ที่ทำให้ภาครัฐตระหนักถึงการพัฒนากลไกให้ภาคเอกชนต้องเคารพสิทธิมนุษยชน

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทางภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ได้มีการจัดทำแผน NAP จนในที่สุดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2562 แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ระยะที่ 1  (พ.ศ. 2562 – 2565) จึงได้ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการผ่านมติคณะรัฐมนตรี[1] โดยแผนดังกล่าวได้มีการบรรจุประเด็นการลงทุนระหว่างประเทศและบรรษัทข้ามชาติเข้าไปเป็นหนึ่งใน 4 ประเด็นเร่งด่วนด้วย

ในส่วนของการติดตามโครงการถนนสองช่องทางเชื่อมต่อโครงการทวายนี้ ทาง ETOs Watch Coalition ได้มีการติดตามและตรวจสอบอย่างต่อเนื่องด้วยร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ทวาย และองค์กรชุมชนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากโครงการอย่าง CSLD โดยหลังจากที่ทาง สพพ. เริ่มดำเนินการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการในโครงการถนนสองช่องทางโดยว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อจัดทำรายงานสำรวจและออกแบบรายละเอียดโครงการในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – กันยายน 2562 โดยในระหว่างการจัดทำรายงานดังกล่าว ทาง ETO Watch Coalition โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรสมาชิกอย่างเสมสิกขาลัยและกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง ร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ทวายอย่างสมาคมพัฒนาทวาย มูลนิธิติดตามทวาย กลุ่มตะกะปอร์ และองค์กรชุมชน CSLD เพื่อจัดทำข้อมูลผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากโครงการถนนเชื่อมต่อที่ผ่านมา ข้อกังวลของชุมชนต่อโครงการถนนสองช่องทางที่จะเริ่มก่อร้างอีกครั้งในไม่ช้า ตลอดจนรวบรวมข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะต่าง ๆ ของชุมชนในพื้นที่กามองโต่ย

โดยในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2562 ทางชุมชนในพื้นที่กามองโต่ย นำโดยองค์กรชุมชน CSLD และองค์กรภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องทั้งในเมียนมาร์และไทย โดยเฉพาะ ETOs Watch Coalition ได้เข้าพบสพพ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านสิทธิมนุษยชน ได้แก่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม  เพื่ออธิบายถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วก่อนหน้านี้จากการดำเนินโครงการและแสดงออกถึงความกังวลต่อโครงการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้การดำเนินโครงการให้ความสำคัญต่อชุมชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเป็นหลัก ไม่ให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิของชุมชนพื้นถิ่น

นอกจากนั้นแล้ว ทาง ETOs Watch Coalition ได้มีการติดตามและสอบถามความคืบหน้าในการดำเนินงานของ สพพ. เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการในการจัดทำรายงานการสำรวจและออกแบบรายละเอียดโครงการถนนสองช่องทางอยู่เป็นระยะทั้งในรูปแบบการออกจดหมายติดตาม เรียกร้อง และการเข้าพบเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ โดยในช่วงปี 2563 ทาง ETOs Watch Coalition ได้ส่งจดหมายสอบถามเกี่ยวกับความคืบหน้าของการจัดทำรายงานสำรวจและออกแบบรายละเอียดโครงการถนนสองช่องทางไปยัง สพพ. ครั้งแรกในเดือนมีนาคม[2] โดยได้คำตอบว่าทางหน่วยงานกำลังแก้ไขรายงานขั้นสุดท้ายซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม และหากมีการดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วทาง สพพ. จะเปิดเผยรายงานสู่สาธารณะบนเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องของโครงการและเว็บไซต์ของ สพพ. ในคราวเดียวกันนี้ทาง ETOs Watch Coalition ได้มีข้อเสนอแนะไปยัง สพพ. ให้มีการนำหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UNGP) และหลักการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence: HRDD) มาใช้เพื่อให้สอดคล้องกับภาระหน้าที่ที่หน่วยงานได้รับจากแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2562 – 2565) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการกำกับดูแลการลงทุนข้ามพรมแดนที่อาจมีผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน[3] อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในเดือนสิงหาคม ทาง ETOs Watch Coalition ได้ส่งจดหมายไปยัง สพพ. เพื่อติดตามถึงความคืบหน้าในการแก้ไขรายงานขั้นสุดท้าย[4] โดยทาง สพพ. ตอบกลับมาว่าขณะนี้ยังอยู่ในการดำเนินการขั้นตอนดังกล่าว จะเสร็จสิ้นและสามารถเผยแพร่บนเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องได้ภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้[5] แต่จนถึง ณ ปัจจุบัน รายงานการสำรวจและออกแบบรายละเอียดโครงการถนนสองช่องทางก็ยังไม่ถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์ที่ทาง สพพ. ได้อ้าง อย่างไรก็ตาม ทาง สพพ. ไม่ได้กล่าวว่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลของรายงานดังกล่าวในพื้นที่ของผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการถนนสองช่องทางด้วยหรือไม่ อย่างไร

แต่กระนั้นก็ยังมีความคืบหน้าที่ดีในแง่ของความพยายามของ สพพ. ในการพยายามปฏิบัติหน้าที่ตามแผนปฏิบัติการระดับชาติฯ โดยทาง สพพ. ได้กลับมาทางจดหมายว่าพวกเขาได้ขอความร่วมมือให้ทางบริษัทที่ปรึกษาจัดทำเรื่องการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (human rights due diligence) เพิ่มเติมด้วย ซึ่งเป็นให้การจัดทำรายงานการสำรวจและออกแบบรายละเอียดโครงการฉบับสมบูรณ์มีความล่าช้า  

เป็นเวลากว่าหนึ่งปีแล้วที่ทาง สพพ. ดำเนินการจัดทำรายงานสำรวจและออกแบบรายละเอียดโครงการถนนสองช่องทางเชื่อมต่อโครงการทวายหลังจากที่มีการสำรวจเสร็จสิ้นไปในเดือนกันยายน 2562 ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบยังคงมองไม่เห็นหนทางในอนาคตที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมเพิ่มเติมจากที่ได้เคย แม้ว่าจะมีการเดินทางมายื่นข้อเรียกร้องและบอกเล่าถึงปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา นอกจากนั้นแล้ว พวกเขายังไม่อาจสามารถคาดการณ์ได้เลยว่าการกำหนดเส้นทางและการขยายถนนเพิ่มเติมจากการดำเนินโครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบมากยิ่งขึ้นและขยายวงกว้างมากขึ้นมากน้อยเพียงใดโดยเฉพาะในแง่ของความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรที่ดินในพื้นที่ของพวกเขาซึ่งนี่เป็นสิ่งที่กังวลมากที่สุด มากกว่าเรื่องค่าชดเชยใด ๆ อีกทั้งหากหันหลับมามองความพยายามในการแก้ไขปรับปรุงธรรมาภิบาลการลงทุนของไทยในต่างประเทศผ่านแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนที่มีการประกาศใช้ไปแล้วเมื่อปี 2562 ผ่านมากว่าหนึ่งปีก็ยังไม่เห็นความชัดเจนในการจัดตั้งกลไกเชิงรูปธรรมที่จะเข้ามาจัดการปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดนได้โดยตรงแต่อย่างใด แม้จะมีความพยายามผลักดันความรับรู้แผนปฏิบัตินี้ผ่านหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ รวมถึงภาคเอกชน แต่ก็ยังขาดกระบวนการเชิงรุกและการปรับตัวทางธุรกิจที่ให้ความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่อุปทานมากกว่าผู้ถือหุ้น

อ้างอิง

[1]https://www.prachachat.net/property/news-499592


[2] https://www.matichon.co.th/local/crime/news_1734463

[3] จดหมายคลท. 3/2563 เรื่อง ขอทราบข้อมูลและรายละเอียดภายในรายงานการศึกษาสำรวจและออกแบบรายละเอียด และรายละเอียดกระบวนการดำเนินโครงการปรับปรุงถนนสองช่องทางเชื่อมต่อโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย รวมทั้งนำเสนอข้อเรียกร้องให้มีการดำเนินโครงการที่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน, 31 มีนาคม 2563.

[4] จดหมาย สพพ 280/2563 เรื่อง แจ้งข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับงานสำรวจและออกแบบรายละเอียดโครงการปรับปรุงถนนสองช่องทางเชื่อมต่อพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวายสู่ชายแดนไทย – เมียนมาร์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์, 16 เมษายน 2563.

[5] จดหมาย คลท. 7/2563 เรื่อง ขอทราบความคืบหน้าการแก้ไขรายงานขั้นสุดท้ายของการศึกษาสำรวจและออกแบบรายละเอียดสำหรับโครงการถนนสองช่องทางเชื่อมพื้นที่โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย – ด่านพุน้ำร้อน จ. กาญจนบุรี รวมถึงขั้นตอนในการเปิดประมูลการก่อสร้างโครงการ, 6 สิงหาคม 2563.

[6] จดหมาย สพพ. 433/2563 เรื่อง แจ้งความคืบหน้าเกี่ยวกับงานสำรวจและออกแบบรายละเอียดโครงการปรับปรุงถนนสองช่องทางเชื่อมพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวายสู่ชายแดนไทย – เมียนมาร์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา, 14 สิงหาคม 2563.


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s