เรื่องและภาพโดย

ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร

“แม่โขงคือแม่ผู้ให้ความโอบอ้อม โอบกอด มอบสิ่งดีงามให้กับผู้คน เพราะฉะนั้นแม่จึงสำคัญที่สุด ทุกคนมีแม่…ในมุมมองของประชาชน เมื่อมองแม่น้ำโขงจะมองว่าแม่น้ำโขงนั้นมีชีวิตและมีจิตวิญญาณ แต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพราะมนุษย์บางกลุ่มมองแม่น้ำเป็นเครื่องมือ เป็นกลไก แต่มุมมองในอดีต คือ เราเห็นแม่น้ำ เราจะเห็นชีวิต วิถี และวัฒนธรรม การมองแม่น้ำโขงแบบไม่เห็นชีวิต มอง (แม่น้ำโขง) เป็นคลองส่งน้ำ คือ การมองแบบเห็นแก่ตัว”

คำกล่าวด้านบนของนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ สะท้อนมุมมองความสัมพันธ์ระหว่างคนโขงกับแม่น้ำโขงได้เป็นอย่างดี พวกเขาไม่เคยมองแม่น้ำเป็นเพียงทรัพยากรหรือเป็นคลองลำเลียงสิ่งของหรือท่อน้ำไหลทิ้ง แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่หล่อหลอมเชื่อมร้อยสิ่งละอันพันละน้อยอื่น ๆ ตลอดลุ่มน้ำเข้าด้วยกัน

บรรยากาศการประชุมสภาประชาชนลุ่มน้ำโขง

ภายในความยาวกว่าเกือบห้าพันกิโลเมตร นับตั้งแต่จุดกำเนิดจากที่ราบสูงทิเบตไปจนถึงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงออกยังทะเลจีนใต้ แม่น้ำโขงรัดร้อยผู้คนกว่า 60 ล้านชีวิต มากกว่าร้อยชาติพันธุ์ ใน 6 ประเทศ นับแต่จีนตอนใต้บริเวณมณฑลยูนนาน เมียนมาร์ ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ที่พึ่งพาพันธุ์ปลากว่าเก้าร้อยชนิด สัตว์น้ำอื่น ๆ อีกหลายร้อยชนิด และคนโขงยังอาศัยอยู่ร่วมกับพืชพรรณอีกกว่าสองหมื่นชนิด สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ต่าง ๆ พึ่งพาอาศัยกันและมนุษย์นับเป็นสิ่งมีชีวิตที่พึ่งพาอาศัยสิ่งอื่นมากที่สุด แต่แล้วกว่าเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมานี้สิ่งก่อสร้างขวางกั้นลำน้ำอย่างเขื่อนได้กำเนิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์นักสร้างเขื่อนที่หวังควบคุมน้ำเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเฉพาะตน ควบด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทั่วโลกไม่อาจหลีกเลี่ยง ทำให้ประชากรทั้งคน สัตว์ และพืช ตามลำน้ำโขงรับผลกระทบกันถ้วนหน้า   

เมื่อวันที่ 1 – 2 ธันวาคมที่ผ่านมา ณ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง และเครือข่ายประชาชนจากลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำโขง เช่น สภาประชาชนลุ่มน้ำอิง เครือข่ายแม่น้ำเลย เครือข่ายลุ่มน้ำสงครามพร้อมด้วยเครือข่ายนักวิชาการเพื่อแม่น้ำโขงจากหลากสถาบัน รวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชนต่าง ๆ รวมเกือบสองร้อยชีวิตได้มารวมตัวกันพูดคุยวาระสำคัญในการขยับเพดาน ผนวกรวมเครือข่ายลุ่มน้ำโขงภายในประเทศไทยเข้าด้วยกันผ่านพื้นที่และสนามการต่อรองที่กว้างขวาง หลากหลาย และน่าเชื่อถือมากขึ้นโดยใช้กลไกที่เรียกว่า สภาประชาชนลุ่มน้ำโขง (ประเทศไทย)

สู่การผลักดันเป็นสภาประชาชนลุ่มน้ำโขง

ความคิดในการจัดตั้งสภาประชาชนลุ่มน้ำโขงไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบประเดี๋ยวประด๋าว หากแต่ผ่านการตกผลึกทางการต่อสู้มายาวนานมากกว่าสองทศวรรษ หลายคนต่อสู้มานับตั้งแต่มีโครงการเขื่อนแม่น้ำโขงตอนบนในจีน โครงการปรับปรุงร่องน้ำการเดินเรือในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขงหรือโครงการระเบิดเกาะแก่งในครั้งแรก และเมื่อหากพิจารณาประวัติศาสตร์การต่อสู้ลุ่มน้ำโขงระยะใกล้ ย้อนกลับไปราวสิบปีที่ผ่านมานับเป็นหมุดหมายสำคัญที่ประชาชนริมโขงเริ่มเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงชัดเจนมากยิ่งขึ้นในขณะนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติต่อสภาวะการไหลของน้ำที่ไม่ตรงตามฤดูกาลของแม่น้ำโขง โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมผิดปกติในปี 2551 และเหตุการณ์น้ำโขงแล้งจัดในปี 2553 เนื่องจากการเปิดปิดการระบายน้ำจากเขื่อนแม่น้ำโขงตอนบนในจีน กอปรกับการเสนอให้มีการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่างแห่งแรกจากทั้งหมด 11 เขื่อน อย่างเขื่อนไซยะบุรี ที่แม้จะมีที่ตั้งอยู่ในเขตประเทศลาว แต่มีผู้พัฒนาโครงการเป็นบริษัทก่อสร้างไทย และมีธนาคารไทยกว่า 6 แห่ง เป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนโครงการดังกล่าว และยิ่งไปกว่านั้นไฟฟ้าที่ได้จากการผลิตของเขื่อนก็มีผู้รับซื้อคือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนของคนริมโขงและภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องจึงเริ่มเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นจากการสร้างเขื่อนไซยะบุรีแห่งนี้

เครือข่ายลุ่มน้ำโขงต่าง ๆ เหล่านี้ตกผลึกว่าที่ผ่านมาพวกเขาได้ใช้รูปแบบการเคลื่อนไหว 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่งคือ การรณรงค์ผ่านการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในรูปแบบของการยื่นจดหมายข้อเรียกร้อง/ข้อคัดค้านต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการพัฒนาต่าง ๆ ทั้งสถานทูตของประเทศผู้สร้างเขื่อนอย่างจีน บริษัทผู้พัฒนาโครงการ สถาบันการเงินหรือธนาคารที่เป็นผู้ให้กู้ การจัดกิจกรรมหรือนิทรรศการที่ให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปทั้งในพื้นที่จังหวัดริมโขงและใจกลางกรุงเทพมหานคร ไปจนถึงการเดินขบวนประท้วงตามสถานที่ต่าง ๆ

ส่วนที่สอง คือ การต่อสู้ทางกฎหมายและกระบวนการศาล วิธีการนี้ทางเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขงใช้กับกรณีเขื่อนไซยะบุรีและกรณีเขื่อนปากแบง โดยในกรณีเขื่อนไซยะบุรีนั้นทางเครือข่ายฯ ได้ฟ้องหน่วยงานภาครัฐไทย 5 แห่ง ที่มีความเกี่ยวข้องกับการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนไซยะบุรีต่อศาลปกครอง โดยในขั้นแรกศาลปกครองไม่รับคำฟ้อง แต่ในเวลาต่อมาศาลปกครองสูงสุดพิจารณารับคำฟ้อง จนในท้ายที่สุดศาลปกครองมีคำวินิจฉัยยกฟ้อง โดยใช้เวลาในการอ่านคำวินิจฉัยเพียงไม่ถึงห้านาที เรื่องนี้สร้างความสะเทือนใจต่อเหล่าโจทก์อย่างมาก แต่หลังจากนั้นทางเครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด โดยขณะนี้ศาลกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาและลูกแม่น้ำโขงผู้ฟ้องยังคงรอคำตัดสินของศาล และในส่วนของกรณีเขื่อนปากแบงเอง ศาลยังคงเงียบ และยังไม่มีการนัดหมายโจทก์และจำเลยเพื่อรับฟังคำวินิจฉัยแต่อย่างใด      

ส่วนที่สาม คือ การเจรจากับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐทั้งไทยและลาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจรจากับบริษัทสร้างเขื่อนโดยตรง ในกรณีเขื่อนปากแบง ตัวแทนกลุ่มรักษ์เชียงของได้มีโอกาสพูดคุยกับตัวแทนของทางบริษัท ต้าถัง อินเตอร์เนชันแนล กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการ โดยนำเสนอข้อบกพร่องในแง่ของการศึกษาผลกระทบที่ไม่ได้รับการยอมรับจากภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และไม่มีความน่าเชื่อถือที่อาจยอมรับได้ โดยการเจรจานี้ถือเป็นนวัตกรรมที่ทำให้เกิดการยกระดับการพูดคุยระหว่างผู้พัฒนาโครงการเขื่อนและผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงโดยไม่ผ่านตัวกลาง นับเป็นการพูดคุยที่เท่าเทียมกันระหว่างสองฝ่าย   

นักวิชาการต้องมีจุดยืนเคียงข้างประชาชน ผ่านการประสานกลยุทธ์จากหลากศาสตร์ ข้ามสาย เพื่อสร้างความยั่งยืนของแม่น้ำโขง

ปัจจุบัน แม่น้ำโขงกำลังเผชิญกับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ทั้งในลำน้ำสายหลักและลำน้ำสาขา ทั้งเขื่อน โครงการผันน้ำ อ่างเก็บน้ำ โดยโครงการต่าง ๆ เหล่านี้มีตัวละครที่คาดไม่ถึงเข้ามาเกี่ยวข้องมากมายทั้งองค์กรภายในประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ

นอกจากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC) ที่มีหน่วยงานภาครัฐของสี่ประเทศสมาชิกทั้งไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ที่มีมหาอำนาจในนามผู้บริจาคเข้ามาเกี่ยวข้อง และดูเหมือนจะเป็นตรายางให้กับการสร้างเขื่อนบนลำน้ำโขงสายหลักตอนล่างผ่านข้อตกลงแม่น้ำโขงปี 2538 แล้ว ก็ยังมีกรอบความร่วมมือล้านช้าง – แม่โขง (Lan Chang – Mekong Cooperation: LMC) ซึ่งมีจีนในฐานะประเทศต้นน้ำเป็นหัวเรือหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาในภูมิภาคแม่น้ำโขง

อีกทั้งยังมีโครงการจัดการน้ำในไทยที่จ่อรอคอยมายาวนานกว่าเกือบสามทศวรรษอย่างโครงการผันน้ำโขง ชี มูน ที่ตอนนี้พัฒนาเป็นโครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูน โดยมีร้อยเอกธรรมนัส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้ามาเป็นผู้ผลักดันในกรรมาธิการการจัดการน้ำทั้งระบบ และดูเหมือนว่ากรรมาธิการชุดนี้จะเป็นพื้นที่ในการสมานฉันท์และเป็นเวทีประสานเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านบางส่วนที่ต่างก็พยายามผลักดันให้เกิดโครงการจัดการน้ำต่าง ๆ เพื่อเหตุผลด้านการชลประทานและการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย แต่ยังคงละเลยปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาหลายประการอย่างปัญหาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ความพังทลายของระบบนิเวศ การเปลี่ยนทิศทางการไหลของน้ำ และปัญหาดินเค็มในภาคอีสาน

ตัวละครที่ผนวกรวมกันเป็นองคาพยพเหล่านี้ต่างมีองค์ความรู้ทางวิชาการที่รับใช้บริษัทผู้สร้างเขื่อนและโครงการจัดการน้ำต่าง ๆ ที่ไม่ได้คำนึงถึงนิเวศวิทยาของแหล่งน้ำและความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตและผู้คน จนกลายเป็นห้องทดลองของความต้องการที่จะเอาชนะธรรมชาติ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการรวมตัวกันเป็นสภาฯ โดยมีองค์ความรู้ทางวิชาการที่มีจุดยืนแตกต่างจากนักสร้างเขื่อนแต่มีข้อมูลที่พิสูจน์ได้เป็นอิสระ และเป็นจริง การนำเอาเครือข่ายลุ่มน้ำต่าง ๆ มาทำงานร่วมกันจะนำไปสู่การสร้างพลังอำนาจคัดง้างกับอำนาจรัฐไทย และองค์กรเหนืออำนาจรัฐไทยด้วย

ดร. ชยันต์ วรรธนะภูติ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หนึ่งในนักวิชาการจากเครือข่ายนักวิชาการเพื่อแม่น้ำโขง เสนอว่านักวิชาการต้องใช้วิชาการแบบข้ามศาสตร์เพื่อตัดข้ามข้อจำกัดของการมองแยกส่วนเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มีจุดยืนเคียงข้างประชาชนซึ่งเป็นผู้เสียโอกาส หรืออยู่ในสถานะรองมาโดยตลอดในการกำหนดทิศทางการพัฒนา โดยความรู้ที่จะนำมาสร้างความยั่งยืนของแม่น้ำโขงนั้นต้องมาจากสองระบบ

ระบบแรก คือ ความรู้ของสาขาวิชาต่าง ๆ ที่บรรดานักวิชาการได้ร่ำเรียนมาซึ่งมีความเป็นวิทยาศาสตร์และมีทฤษฎีรองรับ และระบบที่สอง คือ ความรู้จากชาวบ้านหรือชุมชนที่ไม่ได้รับการเผยแพร่มากนัก โดยชาวบ้านเป็นเจ้าของความรู้เหล่านี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่นักวิชาการที่มีจุดยืนเคียงข้างประชาชนจะต้องผนวกความรู้สองระบบดังกล่าวและสร้างการยอมรับให้เกิดขึ้นในวงกว้าง       

“แม้นักวิชาการที่มีจุดยืนเคียงข้างประชาชนจะมีเพียงหยิบมือเดียว แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะผลักดันการพัฒนาแม่น้ำโขงให้ยั่งยืนได้” อาจารย์ชยันต์กล่าว

แนวคิดและเป้าหมายของสภา แตกต่างอย่างไรกับเครือข่ายที่เคยเป็นมา

ภายในการประชุมครั้งนี้มีการถกเถียงและถามหากันถึงความแตกต่างของเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง กับสภาประชาชนลุ่มน้ำโขง ครูตี๋ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ครูใหญ่แห่งโรงเรียนแม่น้ำโขงได้กล่าวถึงการเคลื่อนย้ายเพดานการต่อสู้และการเคลื่อนไหวจากเครือข่ายฯ สู่สภาฯ ไว้อย่างน่าสนใจว่า

“เครือข่ายฯ ที่เราขับเคลื่อนกันมาตลอดนั้น เรารณรงค์ร่วมกันหลายครั้งหลายคราว มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลผลกระทบและประสบการณ์มาโดยตลอด เราใช้การต่อสู้ทั้งทางการศาลหรือกฎหมายมาหลายครั้ง ล่าสุดเราใช้การเจรจากับผู้สร้างเขื่อน ซึ่งก็มีทั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ แม้ที่ผ่านมาเราสามารถแก้ปัญหาหลายประเด็น เป็นเปราะ ๆ ได้ แต่ไม่สามารถนำไปสู่การส่งเสียงและการแก้ไขในเชิงนโยบายหรือใหญ่กว่านั้นได้ ดังนั้นการมีสภาประชาชนลุ่มน้ำโขงจะทำให้อำนาจการต่อรองและเสียงของพวกเรามีพลังยิ่งขึ้น ไม่กระจัดกระจาย และเป็นพื้นที่ความหลากหลายให้ฝ่ายต่าง ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ รวมถึงองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งก็จะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น”

ดังนั้น “สภาประชาชนแม่น้ำโขง ไม่ใช่บ้านน็อคดาวน์ เราต้องสร้างร่วมกัน วันนี้ถือเป็นวันขึ้นเสาเอก เพื่อนำไปสู่การผลักดันข้อเรียกร้องสู่การสร้างข้อเสนอเชิงนโยบาย สภาฯ จะเป็นพื้นที่ในการส่งประเด็นปัญหาเพื่อนำไปสู่การผลักดันเชิงนโยบายก้อนใหญ่ ๆ ซึ่งจะมีพลังมากกว่าการทำงานเฉพาะเครือข่ายหรือพื้นที่”

แม้จะใช้คำว่าสภาฯ แต่ดูเหมือนว่านิยามและลักษณะจะไม่ได้เหมือนกับสภาในความเข้าใจแบบทั่วไปที่มีความแข็งตัว ไม่ยืดหยุ่น หรือมาจากการเลือกตั้งทั่วไปของประชาชน หรือไปจนกระทั่งเป็นองค์กรแนวดิ่งที่มีสายบังคับบัญชาจากบนลงล่างแต่อย่างใด แต่สภาอันเกิดจากความเข้าใจที่ตรงกันของเครือข่ายลุ่มน้ำโขงและเครือข่ายลำน้ำสาขานั้น พวกเขาเห็นเป็นพื้นที่เปิดที่จะทำให้เสียงจากพื้นที่และลุ่มน้ำต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำโขงได้มีพลังและสร้างการยอมรับนำไปสู่การสร้างข้อเรียกร้องเชิงนโยบายที่น่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น และเป็นพื้นที่เติมเต็มภาพฝันและจินตนาการให้กับแม่น้ำโขงที่พวกเขาอยากเห็น

ดร. กนกวรรณ มะโนรมย์ จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี หนึ่งในสมาชิกเครือข่ายนักวิชาการเพื่อแม่น้ำโขง กล่าวสรุปนิยามของสภาประชาชนแม่น้ำโขงไว้ได้อย่างกระชับและครอบคลุมว่า

“สภาประชาชนลุ่มน้ำโขง คือ สถาบันของประชาชน ไม่ได้หมายความถึงการมีออฟฟิศ มีตึก แต่เป็นพื้นที่ในการจัดการ ออกแบบแม่น้ำโขง โดยไม่ให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทำหน้าที่ผูกขาดการจัดการแม่น้ำโขงไม่ว่าจะเป็นรัฐและทุน สภาฯ จะเป็นส่วนหนึ่งในการเสนอการจัดการแม่น้ำโขง โดยอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และเสริมความรู้ภาคประชาชนด้วย เพื่อนำไปสู่การออกแบบแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน”

ภาพฝันวันของเรากับแม่น้ำโขงที่อยากเห็น

แน่นอนว่าการจัดตั้งองค์กรหรือเครือข่ายอะไรบางอย่างย่อมต้องมีเป้ามายหรือเจตจำนงร่วมกันของภาคส่วนต่าง ๆ ที่มาร่วมกัน โดยสมาชิกสภาประชาชนลุ่มน้ำโขงจากหลากหลายจังหวัดต่าง ๆ ริมโขงและลำน้ำสาขา พวกเขาเห็นตรงกันว่าแม่น้ำโขงควรได้กลับมาไหลอย่างอิสระอย่างที่มันเคยเป็น เพราะเมื่อแม่น้ำโขงได้ไหลอย่างอิสระและไม่มีอะไรขวางกั้นเช่นปัจจุบัน ระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ก็จะฟื้นคืนกลับมาเอง

“พวกเราอยากเห็นแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขามีระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์เหมือนเดิม น้ำไหลอย่างอิสระ หากเป็นไปได้เราไม่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ มีน้ำ มีปลา มีป่า มีประเพณีและวัฒนธรรมเหมือนอย่างที่เคยเป็น”

เสียงจากคนรุ่นใหม่บ้านตามุย จังหวัดอุบลราชธานี วัยไม่ถึง 20 ปี บอกกับเราเช่นนั้น

ดังนั้นการที่จะไปถึงเป้าหมายดังกล่าวนี้พวกเขาจึงมองว่ายุทธวิธีของสภาประชาชนแม่น้ำโขงจะต้องผสานการมีส่วนร่วมจากประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ของคนกลุ่มต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ทั้งยังต้องทำงานกับคนรุ่นใหม่ด้วยเพื่อนำไปสู่การร่วมกันสานเจตานารมย์ที่ทุกฝ่ายและทุกวัยอยากให้เป็น   

การจะไปถึงเป้าหมายที่ให้แม่น้ำโขงกลับมาอุดมสมบูรณ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายท่ามกลางกระแสโหมกระพือของคอนกรีตกั้นโขงที่ต่อแถวกันรอประทับตรายางในนามกระบวนการระเบียบปฏิบัติเรื่องการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง หรือ PNPCA ตามข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ. 2538 ซึ่งดูจะเป็นความท้าทายอย่างหนักต่อการปกปักรักษาแม่น้ำโขงของภาคประชาชน แม้ว่าขณะนี้ประชาชนหลายพื้นที่ทั้งลำน้ำโขงสายหลักและลำน้ำสาขาได้จัดทำฐานที่มั่นสำหรับความมั่นคงทางอาหารโดยการจัดตั้งเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาแม่น้ำโขงที่อาศัยแหล่งน้ำ บุ่ง โบก บ่อน้ำของชุมชนหรือวัด ไว้เป็นแหล่งอนุบาลปลาวัยอ่อนและเป็นที่หลบภัยให้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลาได้ขยายพันธุ์ โดยปลาเหล่านี้จะกลายเป็นแหล่งอาหารสำรองของลูกน้ำโขงในอนาคตต่อไป แต่ด้วยความผันผวนของกระแสน้ำที่ไม่ตรงตามฤดูกาลตามธรรมชาติแต่เป็นไปตามความต้องการของผู้ผลิตไฟฟ้าจากเขื่อน ทำให้ผู้พิทักษ์วังปลาแม่น้ำโขงต้องการการการันตีว่านอกจากปลาจากแม่น้ำโขงแล้ว พวกเขาจะมีปลาที่อยู่รอดปลอดภัยในพื้นที่อนุรักษ์จำนวนหนึ่งด้วย ทำให้พวกเขาต้องประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและดูแลเรื่องพันธุ์ปลาอย่างกรมประมงในแต่ละจังหวัดเข้าช่วย

“เป็นเรื่องน่าเศร้ามาก ปกติหน่วยงานประมงจะมาขอพันธุ์ปลาแม่น้ำโขงจากชาวบ้านไปศึกษาวิจัยหรือเพาะพันธุ์ แต่เดี๋ยวนี้เราต้องอ้อนวอนขอพันธุ์ปลาแม่น้ำโขงจากหน่วยงานประมงแทน เพราะปลาแม่น้ำโขงหายากแล้ว เหลือน้อยเต็มที สาเหตุหลัก ๆ ก็มาจากน้ำขึ้นลงไม่ปกติ ท่วมหน้าแล้ง แห้งหน้าฝน ทำให้ปลางงน้ำ คนก็งง ปลาแทบจะขยายพันธุ์ไม่ได้ คนก็หากินยากขึ้น นี่คือสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น”

ข้อความสะท้อนใจของอำนาจ ไตรจักร สมาชิกเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขงนี้ แสดงให้เห็นถึงสัญญาณชีพอันเต้นถี่ของแม่น้ำโขงที่ตัวมันเองไม่สามารถสร้างฐานชีวิตและผลิตภาพทางการประมงและอาหารได้อีกแล้ว ซึ่งอาจเป็นผลกระทบจากการลุกลามของอาการอัมพาต ที่ครึ่งซีกบนของแม่น้ำโขงที่กักด้วยเขื่อนตอนบนในจีนไปแล้วกว่า 11 เขื่อน      

แผนที่ความคิดแสดงถึงการออกแบบสภาประชาชนลุ่มน้ำโขง

ก้าวที่ไกลออกไปนอกเขตแดนของสภาประชาชนลุ่มน้ำโขง

“เราจะไม่หยุดแค่ประเทศไทย สภาฯจะต้องเชื่อมร้อยพี่น้องในภูมิภาคแม่น้ำโขง ผู้คนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการแม่น้ำโขงผ่านสภาประชาชนแม่น้ำโขงอาเซียน” คำกล่าวประกาศเจตนารมณ์ของครูตี๋นั้นบอกความตั้งใจว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับลูกน้ำโขงทุกพื้นที่แบบไม่เลือกสัญชาติ  

แม้ว่าในวันนี้สภาประชาชนแม่น้ำโขงได้ลงเสาเอกและก่อกำเนิดขึ้นแล้วจากสายน้ำหลากสาขาที่พัดพาให้ผู้คนในลุ่มน้ำโขงประเทศไทยมาสานพลังร่วมกัน แต่ภาพฝันแม่น้ำโขงของพวกเขาที่ต้องการให้แม่น้ำไหลอย่างอิสระนั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้จากประชาชนไทยเพียงลำพัง เพราะแม่น้ำโขงไม่ได้ไหลผ่านเพียงประเทศไทย แต่กลับไหลข้ามพ้นพรมแดนรัฐชาติที่มองไม่เห็น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ในอนาคตสภาประชาชนแม่น้ำโขงไทยในฐานะผู้ริเริ่มจะต้องเร่งสร้างพันธมิตรลูกแม่น้ำโขงตลอดลำน้ำทั้งหกประเทศ พวกเขาคงต้องทำงานอย่างหนักมากขึ้นเพื่อแข่งกับเวลา เวลาที่อีกข้างหนึ่งกำลังถูกยื้อโดยรัฐบาลและกลุ่มนักสร้างเขื่อน แม้ว่าในช่วงนับสิบปีที่ผ่านมาประชาชนลุ่มน้ำโขงในอย่างน้อยสามประเทศตอนล่างอย่างไทย กัมพูชา และเวียดนาม จะมีการออกมาคัดค้านและแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยต่อการสร้างเขื่อนและโครงการพัฒนาบนแม่น้ำโขงสายหลักในหลายพื้นที่ และมีการส่งต่อข้อมูลกันอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เป็นการรวมกันแบบหลวม ๆ ของเหล่าภาคประชาสังคม แต่ในระดับภาคประชาชนยังไม่มีการสานพลังที่ต่อเนื่องด้วยอุปสรรคหลายประการทั้งกำแพงทางภาษาและข้อจำกัดด้านสิทธิเสรีภาพและลักษณะการปกครองแบบเผด็จการอำนาจนิยม รวมถึงสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะในส่วนของประเทศลาว เราแทบไม่ได้เห็นการออกมาแสดงท่าทีต่อต้านรัฐบาลตนเองรวมถึงการสร้างเขื่อนภายในประเทศของประชาชนลาวภายใต้รัฐบาลที่มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพอย่างหนักในการแสดงออกทางการเมืองและประเด็นปัญหาความเดือดร้อนมากนัก แต่อย่างน้อยยังพอมีสัญญาณแสดงออกถึงความไม่พอใจของประชาชนลาวในโลกออนไลน์เกี่ยวกับกรณีเขื่อนเซเปียน – เซน้ำน้อยแตก ที่ปัจจุบันนี้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาที่เป็นธรรมและทั่วถึง ภาวการณ์ถูกจำกัดและเก็บกดปิดกั้นเช่นนี้ถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งต่อการขยายเครือข่ายและฐานสมาชิกของสภาประชาชนแม่น้ำโขงในระดับอาเซียน ที่แม้แต่ความร่วมมือในระดับรัฐเองก็ดูเหมือนว่าจะให้ความสำคัญต่อการรวมกลุ่มของประชากรในภูมิภาคเพื่อสร้างความรู้สึกในความเป็นประชาคมอาเซียนค่อนข้างน้อยมาก ๆ อีกทั้งยังคงละเลยต่อข้อเสนอของภาคประชาสังคมในเรื่องของเสาหลักด้านสิ่งแวดล้อม อันจะเป็นเสาหลักที่สี่นอกเหนือจากสามเสาหลักที่มีอยู่เดิมที่จะมาช่วยค้ำยันการพังทลายของสภาพแวดล้อมในภูมิภาคซึ่งขณะนี้ได้รับผลกระทบอย่างถ้วนหน้าแบบไม่สนพรมแดนอันเป็นผลมาจากโครงการพัฒนาต่าง ๆ ทั้งเขื่อน โรงไฟฟ้าถ่านหิน และการทำการเกษตรเชิงเดี่ยว อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งสภาประชาชนแม่น้ำโขงได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับแรงขับเคลื่อนของภาคประชาชนที่จะสร้างฝันต่อแม่น้ำโขงที่พวกเขาอยากเห็นแบบไม่สนพรมแดนในอนาคต แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ทุนเท่านั้นที่หลุดพ้นจากกรอบเรื่องเขตแดนและรัฐชาติในการดำเนินโครงการพัฒนา แต่ประชาชนเองก็มีวิสัยทัศน์ในการสานพลังแบบไร้กรอบรัฐชาติเช่นกัน

สายน้ำโขงที่มีฝั่งตรงข้ามคือบริเวณอำเภอห้วยทราย สปป.ลาว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s