เจาะสาเหตุการรัฐประหาร รูปแบบการเคลื่อนไหวและการลุกฮือของประชาชนผ่านสายตานักวิชาการเมียนมา

เรียบเรียงโดย ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร

นับเป็นเวลากว่าสองอาทิตย์แล้ว ที่ทางกองทัพเมียนมายึดอำนาจการบริหารประเทศจากรัฐบาลพลเรือน ที่นำโดยพรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย ที่กำลังจะเข้ารับตำแหน่งการบริหารประเทศเป็นสมัยที่สอง หลังจากได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งครั้งหลังสุดที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การรัฐประหารในครั้งนี้นั้นทางกองทัพให้เหตุผลว่าเป็นเพราะมีการทุจริตการเลือกตั้ง ซึ่งนี่อาจจะเป็นเพียงฟางเส้นสุดท้ายที่กองทัพหยิบยกมาเป็นเหตุผลเพื่อนำพาประเทศไปสู่สถานการณ์ที่ทางกองทัพกลับมามีอำนาจเต็มในฐานะรัฐฏาธิปัตย์อีกครั้งหลังการปฏิรูปและเปิดประเทศเมื่อกว่าสิบปีก่อน ซึ่งนับเป็นการหมุนเข็มนาฬิกาประชาธิปไตยให้ถอยหลังกลับ จนประชาชนทุกภาคส่วนต้องลุกฮือออกมาต่อต้านการยึดอำนาจในครั้งนี้ของกองทัพเมียนมา ซึ่งไม่รู้ว่าจุดจบในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร

อาจารย์คืนใส ใจเย็น ผู้อำนวยการสถาบันสหพันธรัฐเพื่อสันติภาพและการเจรจา (Pyidaungsu Institute for Peace and Dialogue) กล่าวว่า เรื่องราวที่มาที่ไปของการรัฐประหารครั้งนี้มีอยู่ 2 เรื่องเล่าที่พูดถึงกันและเป็นข้อถกเถียงอยู่ในขณะนี้

เรื่องเล่าที่หนึ่ง คือ ก่อนมีการเลือกตั้ง ทางสถาบันฯ ของเราได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของบรรดาผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในหัวเมืองใหญ่อย่างย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ โดยมีคำถามกับคนในพื้นที่ว่ามีความพึงพอใจผลการทำงานของนางออซาน ซู จี และรัฐบาลพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาไหม คนส่วนใหญ่ที่ให้สัมภาษณ์บอกว่าไม่พอใจ ยกเว้นการปรากฏตัวของเธอในศาลโลกเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา ประชาชนส่วนใหญ่มองว่านี่เป็นความกล้าหาญอย่างมาก เธอกล้าหาญมากกว่านายพลผู้ถูกตราหน้าอย่างมิน อ่อง ลายง์ อีกคำถามที่ใช้สัมภาษณ์คือ การเลือกตั้งครั้งนี้ คุณจะเลือกพรรคการเมืองใด ผลปรากฏว่าผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่ยังคงเลือกพรรค NLD เพราะคนส่วนใหญ่เกลียดกองทัพ เกลียดทหารที่ปกครองประเทศมาตั้งแต่ปี 1962 แต่ทางทหารมีพรรคที่เขาสนับสนุน คือ พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งแพ้ยับเยินในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด กองทัพจึงกุเรื่องว่ารัฐบาลโกงการเลือกตั้ง คณะกรรรมการการเลือกตั้งเองก็เข้าข้าง กองทัพจึงเรียกร้องให้มีการจัดประชุมสภาวิสามัญเกี่ยวกับเรื่องที่ กกต ทำไม่ถูกต้อง ซึ่งประธานรัฐสภาเองก็ปฏิเสธที่ข้อเสนอนี้ของกองทัพ หลังจากนั้นกองทัพจึงยื่นเรื่องให้ กกต ตรวจสอบการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด 10 จุด ซึ่งมีคะแนนเสียงรวมกว่า 6 ล้านเสียง และให้เหตุผลว่าบางคนไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน บางคนไม่มีทะเบียนบ้าน บางคนอายุร้อยกว่าปี แต่กลับไปเลือกตั้งได้ ซึ่งไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ กกต ก็ปฏิเสธข้อเรียกร้องนี้ของกองทัพ

เรื่องเล่าที่สอง คือ การถูกลดบทบาทของทหาร ทหารยึดครองประเทศพม่ามาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ปี 1962 ทหารจึงถือว่าประเทศนี้เป็นของเขา แต่ปี 2008 ทหารตัดสินใจว่าจะยอมให้ประชาชนได้มีสิทธิเลือกตั้ง ให้คนที่ประชาชนเลือกมาได้มานั่งบริหารประเทศร่วมกับพวกเขาตามที่รัฐธรรมนูญที่พวกเขาออกแบบอนุญาตให้ทำ ซึ่งจะมีกลไกสำคัญอย่างสภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติ โดยตัวแทนของฝ่ายชนะและคนของทหารจะมาพบกัน มีปัญหาอะไรก็จะมาคุยกันในกลไกนี้ แต่ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การปกครองของพรรค NLD ไม่มีการเรียกประชุมสภากลาโหมฯ แต่อย่างใด พอไม่ได้ใช้กลไกนี้ จึงมีความไม่สนิทใจกัน ขุ่นเคืองกัน เกิดปรากฏการณ์เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ กองทัพถือว่าพรรครัฐบาลไม่ไว้หน้าพวกเขา ดังนั้นปัญหาจริง ๆ จึงอาจไม่ใช่เรื่องการเลือกตั้ง แต่เป็นเรื่องความสัมพันธ์และมนุษยสัมพันธ์ระหว่างกันของกองทัพและรัฐบาล NLD

สาเหตุที่คนไม่พอใจ และออกมาแสดงออกถึงการ่อต้านในครั้งนี้เป็นจำนวนมหาศาลก็คือ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ หากพิจารณาคนพม่า พวกเขาเป็นคนที่มีโรคประจำตัว ปกติแล้วพอเป็นโรคก็ต้องรักษาด้วยการกินยาพอกินยาไม่หาย ก็ต้องฉีดยา แล้วไปผ่าตัด แต่คนพม่าอาจข้ามขั้นตอน เลยเกิดเป็นปัญหานี้ขึ้น

ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้กระทบเพื่อนบ้านอย่างไทยและอินเดียด้วยเช่นกัน แม้ทางการไทยพยายามจะบอกว่าการรัฐประหารในครั้งนี้เป็นเรื่องภายในของพม่า แต่ความจริงแล้วรัฐบาลไทยเดือดร้อนมาก ทางอินเดียเองก็พยายามออกมาพูดเรืองการเคารพนิติรัฐ นิติธรรม และการปกป้องสิทธิของผู้ประท้วง แต่ที่จริงจีนกลัวชาติมหาอำนาจเข้าแทรกแซง ซึ่งอาเซียนก็อาจจะเดือดร้อนด้วย ทางการไทยเองก็ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์พม่า เพราะก็เคยทำ (รัฐประหาร) มาก่อน ไทยเองมีความกังวลเรื่องความมั่นคงของตัวเองมากกว่า

ในแง่ของการเคลื่อนไหวทางโลกออนไลน์นั้น อาจารย์คืนใส กล่าวว่า มีทั้งหมด 5 กลุ่ม/5 เพจ ส่วนเพจเฟซบุ๊คหลักคือเพจ Civil Disobedience Movement (CDM) จะเห็นได้ว่ามิน โก หน่าย ซึ่งเป็นอดีตแกนนำนักศึกษาในการลุกฮือปี 1988 ออกมาบอกว่าการลุกฮือครั้งนี้ไม่เหมือนกับปี 1988 เพราะบริบทแตกต่างกัน ผู้คนก็เปลี่ยนไป ในประเทศพม่าตอนนี้จะเห็นว่ามีนาย โก โก จี ออกมาบอกว่า มิน อ่อง ลายง์ ไม่มีทางคืนอำนาจให้ออง ซาน ซูจี ดังนั้นจึงควรที่จะมีการเจรจากันของทั้งสองฝ่าย คาดการณ์ว่าขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่

ขณะนี้การลุกฮือประท้วงมีจำนวนคนเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ 4 ล้าน และ 6 ล้าน ในวันนี้ (10 กุมภาพันธ์) และวันถัด ๆ ไปอาจพุ่งขึ้นไปถึง 8 ล้านคนแล้วทั่วประเทศ ซึ่งหลายคนคิดว่าอาจทำให้มิน อ่อง ลายง์ ยอมคืนอำนาจ นอกจากนั้นแล้วการลุกฮือในครั้งนี้จะสังเกตเห็นได้ว่าทหารไม่ได้ออกไปปราบปรามเองเหมือนครั้งก่อน ๆ แต่กองทัพใช้ตำรวจเป็นด่านหน้าในการปะทะกับประชาชน ซึ่งตำรวจได้รับการฝึกอย่างดีจากสหภาพยุโรป (EU) ด้วยเหตุนี้หากเปรียบเทียบดูจะพบว่าการสูญเสียอาจจะน้อยกว่าครั้งก่อน ๆ อย่างไรก็ตาม ทหารเองก็ใช่ว่าจะไม่มีมวลชน พวกเขาก็มีประชาชนที่สนับสนุนพวกเขาอยู่ ซึ่งในอนาคตเป็นไปได้ว่าจะมีโอกาสที่จะเกิดการใช้ยุทธวิธีม็อบชนม็อบ โดยหากเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายขึ้น ทหารก็จะเข้ามาโดยอ้างเรื่องความสงบเรียบร้อย

อาจารย์คืนใสให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าการลุกฮือประท้วงในครั้งนี้มีความแตกต่างกับช่วงปี 1988 อยู่มาก นับตั้งแต่ปี 1988 เป็นต้นมา พม่ามีความตกต่ำในทุกด้าน โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจมีพัฒนาการที่ต่ำมาก จนกลายเป็นประเทศยากจนที่สุดในโลก เพราะถูกมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติ พม่าเหมือนอยู่ในความมืดมิดมาอย่างยาวนาน ไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในพม่า กว่าจะรู้ข่าวว่าเกิดอะไรขึ้นในนั้น ก็ต้องรอให้นักศึกษาหนีไปอินเดีย หนีไปชายแดน แต่ในตอนนี้ผู้คนทั่วโลกสามารถรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในพม่าได้ในทันที

เมื่อพิจารณาโรดแมปของทางคณะรัฐประหาร ก็มีการระบุค่อนข้างชัดเจนว่าจะทำอะไรภายในหนึ่งปีภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน

  1. จะตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลในการเลือกตั้งที่ผ่านมา
  2. จะต่อสู้กับการระบาดของโรคโควิด – 19
  3. จะฟื้นฟูเศรษฐกิจของบ้านเมืองให้ดีขึ้น
  4. กระบวนการสันติภาพที่พลเอกเต็ง เส่ง เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2011 จะได้รับการสานต่อ
  5. หากครบกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน 1 ปี จะจัดให้มีการเลือกตั้ง และมอบอำนาจคืนให้แก่รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้ง

หากพิจารณาตามประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ส่วนตัวคิดว่า 1 ปีที่ทางกองทัพอ้างว่าจะทำตามโรดแมปนั้นไม่น่าเป็นไปได้ ซึ่งก็มีนักวิเคราะห์หลายฝ่ายฟันธงว่าทางคณะรัฐประหารจะไม่จัดให้มีการเลือกตั้งจนกว่าจะมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะไม่แพ้อย่างถล่มทลายและยังกุมอำนาจในการปกครองประเทศได้โดยผ่านรัฐธรรมนูญหรือกติกาที่พวกเขาออกแบบเอง ซึ่งในส่วนของการควบคุมสถานการณ์ภายใต้โรดแมป 1 ปีนี้ในภาษาของกองทัพพวกเขาไม่เรียกว่าเป็นการยึดอำนาจ (Power Seizure) แต่เป็นการรับโอนอำนาจมากกว่า (Power Transfer)

ส่วนในเรื่องของกลุ่มชาติพันธุ์นั้น ใน 10 กลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้ลงนามในสนธิสัญญาหยุดยิงทั่วประเทศ (National Ceasefire Agreement: NCA) (มี 8 กลุ่มที่ลงนามเมื่อปี 2015 และ 2 กลุ่มลงนามเมื่อปี 2018 หลังเกิดการยึดอำนาจพวกเขาก็มีการประชุมร่วมกันแล้วมีมติออกมาโดยมีใจความสำคัญขอปรณามการยึดอำนาในครั้งนี้ของกองทัพเมียนมา เรียกร้องให้มีการปล่อยตัวผู้นำทางการเมืองต่าง ๆ ที่ทางกองทัพจับกุมไว้  เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายพรรครัฐบาลและฝ่ายกองทัพเจรจากัน ให้มีการประกาศหยุดยิงทั่วประเทศ และให้มีการเจรจากับทุกกลุ่ม

แต่มี 7 กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ติดประเทศจีนจนถึงตอนนี้ยังไม่ได้แสดงท่าที หรือจุดยืน ได้แก่ ว้า เมืองลา คะฉิ่น ตะอั้ง โกก้าง กองทัพอารกัน และกองทัพรัฐฉาน 1

ส่วนในการแสดงออกของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC นั้น โดยปกติแล้ว จีนจะคัดค้านทุกครั้งหากมีการกล่าวถึงเรื่องพม่า แต่ในครั้งนี้จีนเองก็ร่วมออกแถลงการณ์กับชาติอื่นในคณะมนตรีฯ ดังกล่าวด้วย โดยมีการเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมไว้ และให้มีการเจรจากัน ซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง 7 กลุ่มนี้กำลังรอท่าทีของจีนอยู่

ในแง่ความน้อยเนื้อต่ำใจของกลุ่มชาติพันธุ์ในยุคการปกครองของนางออง ซาน ซูจี และพรรค NLD นั้น พวกเขามองว่านางอองซาน ซู จี ไม่ยอมแก้ไขปัญหาหรือจัดให้มีการเจรจาอย่างจริงจัง กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ จึงรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังมีจุดร่วมเดียวกันคือต่อต้านการรัฐประหารของกองทัพเมียนมา เพราะในยุคการปกครองเบ็ดเสร็จของกองทัพเมียนมานั้นเลวร้ายอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้กองทัพยะไข่ได้ประกาศเข้าร่วมกับกองทัพ ในสมัยที่พรรค NLD ปกครองไม่เคยสนใจพวกเขา อีกทั้งการหยุดยิงระหว่างกองทัพยะไข่กับกองทัพเมียนมานั้น เป็นฝ่ายกองทัพเมียนมาเองต่างหากที่เป็นคนริเริ่มประกาศหยุดยิง รวมไปถึงการเลือกตั้งครั้งล่าสุด มี 8 เขต ในยะไข่ที่ไม่ได้จัดให้มีการเลือกตั้ง กองทัพเมียนมาเองก็พยายามช่วยให้เกิดขึ้น แต่รัฐบาลและ กกต. เองก็ไม่ได้จัดการเลือกตั้งให้ ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้พวกเขาเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับกองทัพ 

ดังนั้นฉากทัศน์หรือแนวทางที่จะเกิดขึ้นจึงมีเพียงสามแนวทาง 1)  สนับสนุนให้กองทัพคืนอำนาจให้ออง ซาน ซูจี 2) สนับสนุนให้กองทัพได้ถือครองอำนาจต่อไป และ3) ให้ทั้งสองฝ่ายได้เจรจากัน

อาจารย์คืนใส กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้คนไทยและคนเมียนมาได้เรียนรู้และเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นกับทั้งสองประเทศร่วมกัน และให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เพราะพวกเราต้องพึ่งพาอาศัยกัน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s