เรื่องและภาพโดย ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร

“เดินเท้า เว้าแทนปลา” คนโขงบุกทำเนียบ พร้อมยื่นข้อเสนอ 7 ข้อ หลังการตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อแก้ไขปัญหาแม่น้ำโขงเงียบหายไปกับสายลมนานเกือบปี

นับแต่มีการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีและการเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ส่งขายไฟฟ้าเข้ามาในระบบการไฟฟ้าที่มีผู้รับซื้ออย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เมื่อเดือนตุลาคม 2562 ความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ยากที่จะอธิบายอย่างหลีกเลี่ยงว่าปรากฏการณ์แม่น้ำโขงสีคราม สวยใสไร้ตะกอนนั้น ไม่ได้มาจากการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลัก อาการของมหันตภัยจากเขื่อนที่กระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนริมโขงถูกพูดถึงบนแม่น้ำโขงผ่านสื่อหลายประเภทจนเห็นเป็นประจักษ์พยานแล้วว่าแม่น้ำโขงวิกฤตจากสาเหตุใดเป็นหลัก

ก่อนวันหยุดเขื่อนโลก (14 มีนาคมของทุกปี) เพียงสามวันคนโขงในฝ่ายประเทศจาก 7 จังหวัด ประกอบด้วย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี กว่า 50 ชีวิต จึงได้เดินทางเข้าใจกลางกรุงเทพมหานครที่หน่วยงานละแวกทำเนียบรัฐบาลเพื่อบอกเล่าปัญหาที่พวกเขาต้องพบเจอมานานนับหลายปี ไปจนถึงเสนอข้อเรียกร้องเข้าเจราจากับหน่วยงานรัฐกว่า 12 หน่วยงาน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วยการสร้างกลไกที่เป็นรูปธรรมและปฏิบัติงานได้จริง

ซีรีส์บทความ “เดินเท้าเว้นแทนปลา” นี้จะเป็นการบันทึกเหตุการณ์และข้อความหรือข้อสรุปต่าง ๆ ที่ได้จากบทสนทนาระหว่างเครือข่ายภาคประชาสังคม ตัวแทนประชาชนริมโขงจากทั้ง  7 จังหวัด กับ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาและความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่เกิดขึ้นบนแม่น้ำโขง โดยในบทความแรกนี้จะเป็นการสรุปบันทึกการพูดคุยและเจรจาระหว่างตัวแทนภาคประชาชนริมโขง และ พร้อมทั้งนำเสนอภาพการเดินขบวน “เดินเท้าเว้าแทนปลา”

คนโขงบุกทำเนียบ EP.1: เข้าพบกระทรวงเกษตรฯ ชงตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาประมงน้ำโขง

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม เวลาประมาณ 11.30 น. สมาคมเครือข่ายสภาองค์ชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน ประมาณ 50 คน ตั้งแถวหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เดินเท้าเข้าพบนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้เกิดการแก้ไขปัญหาแม่น้ำโขง เนื่องด้วยในขณะนี้สถานการณ์แม่น้ำโขงไม่ปกติมานับหลายปีหลังจากที่มีการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลัก โดยเฉพาะหลังจากที่เขื่อนไซยะบุรีเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าส่งขายมายังประเทศไทยเมื่อเดือนตุลาคมปี 2562   

ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. ตัวแทนสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขงฯ ได้เริ่มพูดคุยกับนายอลงกรณ์ พลบุตร และผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อบอกกล่าวถึงปัญหาที่ประชาชนลุ่มน้ำโขงประสบ พร้อมเสนอให้เร่งตั้งคณะทำงานหรือกลไกในการแก้ไขปัญหาด้านการประมงแม่น้ำโขงขึ้นเป็นการเฉพาะ โดยให้ประชาชนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้

นางสาวอ้อมบุญ ทิพย์สุนา ประธานสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน เปิดการอธิบายในที่ประชุมว่า แม่น้ำโขงนาทีนี้เปลี่ยนแปลงมาก โดยเฉพาะสองปีนี้ นับตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนไซยะบุรี น้ำโขงขึ้นลงรายวันเหมือนน้ำทะเล

 “สิ่งที่เราจะบอกกับกระทรวงเกษตรฯ คือ การขึ้นลงของระดับน้ำส่งผลกระทบต่อทรัพยากรประมงสัตว์น้ำอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนน้ำโขง ซึ่งก็มีเรื่องอื่นๆด้วย ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ให้เราได้ร่วมแก้ไขปัญหา”

นายเฉวียน กงสีมา ตัวแทนสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขงจากปากชม จังหวัดเลย กล่าวว่า ที่ตำบลปากชมมี 12 หมู่บ้าน มีประชาชนที่ทำประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรริมโขง พอน้ำมาคาดเดาไม่ได้ น้ำโขงขึ้นลงผิดปกติ ที่ปากชม เมื่อเช้าช่วงหน้าแล้ง เมื่อน้ำลดระดับลง ชาวบ้านจะตั้งซุ้มขายของกันบนหาดทราย แต่ตอนนี้พอมีเขื่อนก็กั้นทรายและตะกอนทำให้.หาดทรายน้อยลงไปทุกที ไม่มีทรายและตะกอนมาเติม อีกทั้งต้นไคร้และไส้เดือนแม่น้ำโขงก็หายไป ยืนต้นตาย ไม่มีต้นเกิดใหม่ ระบบนิเวศของน้ำโขงเปลี่ยนไป ปลาเองก็หลงฤดู ไม่รู้ว่าน้ำขึ้นลงตอนเมื่อใด ส่งผลให้ปลาปรับตัวไม่ได้และเริ่มสูญพันธุ์ไปในที่สุด

ในส่วนของการประกอบอาชีเกษตรในตอนนี้คือชาวบ้านกำลังขาดแคลนน้ำ ถ้าเราใช้พลังแสงอาทิตย์สูบน้ำขึ้นมาใช้ก็จะทำให้ประกอบอาชีพเกษตรกรได้ดีขึ้น นอกจากนี้ชาวบ้านต้องการจัดทำธนาคารปลาแม่น้ำโขงด้วย แต่องค์กรในท้องถิ่นไม่ยอมทำ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถ้านายไม่สั่งเขาก็ไม่ทำ คือต้องมีนโยบาย ฉะนั้นต้องมีการกระจายอำนาจการบริหารจัดการในระดับท้องถิ่น

หลวงพ่อจากวัดหายโศก เจ้าคณะตำบลเขตสอง ตำบลสังคม อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย กล่าวว่า ที่วัดของอาตมาเป็นวัดเดียวที่อนุรักษ์พันธุ์ปลาแม่น้ำโขง ตอนนี้โขดหินเยอะ น้ำแห้งมาก ต้นไคร้เองก็ไม่ขึ้น ปลาก็น้อย แต่ก่อนที่นี่ได้รับฉายาว่า “พันโขดแสนไคร้” คือมีต้นไคร้ขึ้นมากและมีโขดหินขึ้นช่วงหน้าแล้ง แต่ตอนนี้กลายเป็น “พันไคร้แสนโขด” กล่าวคือน้ำที่แห้งมากจนเกินไป รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์น้ำโขงใสได้ทำให้ต้นไคร้ตายเรียบ เหลือน้อยมาก และโขดหินขึ้นแทน อีกทั้งตั้งแต่น้ำใส ก็เกิดผลกระทบมาก ตอนนี้ปลาไม่มีที่หลบภัย แม้จะมีมาก แต่ก็น้อยชนิดมาก ตอนนี้ทางวัดก็คอยดูแลปลาที่ชาวบ้านเอามาปล่อยเพื่อการอนุรักษ์ เช่น ปลาคัง ปลาบึก เป็นต้น 

อภิสิทธิ์ สุนาทราวิวัฒน์ ตัวแทนสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขงจังหวัดเลย กล่าวเสริมว่า พวกเรามีความกังวลเกี่ยวกับเขื่อนที่สร้างบนแม่น้ำโขง มีแผนการจะสร้างเขื่อนอีกที่อยู่ใกล้จังหวัดเลยขึ้นไปแค่สองกิโลเมตร กำลังมีการสร้างเขื่อนก็ส่งผลกระทบมาก เกิดปรากฏการณ์ท่วมหน้าแล้ง แห้งหน้าฝน นิเวศที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำหายไป

อาชีพเสริมของคนโขงในปากชม คือ การร่อนทองในแม่น้ำโขง เป็นอาชีพเสริมที่สำคัญ เคยมีรายได้ต่อเดือนสองหมื่นบาทต่อครัวเรือน แต่ตอนนี้หาได้น้อยลง

ส่วนการประมงคนโขงอาศัยอาหารจากการขึ้นลงของน้ำ การเกษตรการประมงลำบากมาก ปลาหาได้ยาก ต้องเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่น คนในชุมชนก็ต้องออกไปหาอาชีพอื่น มาเป็นแรงงานในเมือง นอกจากนั้นแล้วในเชิงวัฒนธรรมก็มีความเปลี่ยนแปลงสูงมาก เมื่อน้ำขึ้นลงปิดฤดูกาล ประเพณีต่างๆ ก็หายไป การแข่งเรือ การไหลเรือไฟก็ทำแทบไม่ได้แล้ว หากจะมีการแก้ไขปัญหาต้องให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมด้วย น่าจะเป็นการแก้ไขที่ดีที่สุด และอยากให้มีการอนุรักษ์พันธุ์ปลา ต้นไคร้น้ำมีรากที่เป็นแหล่งอนุบาลปลาโขงอย่างดี

“เนื่องจากเราอยู่ใกล้ชิดกับเขื่อนมาก เราจึงมีความกังวลว่าถ้าเกิดการสร้างเขื่อนแล้วเขื่อนแตกหรือมีแผ่นดินไหว เราจะรับมืออย่างไร จะมีการแก้ไขอย่างไร”

พิมลจันทร์ ตัวแทนสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำแม่น้ำสงคราม กล่าวว่าการที่น้ำโขงขึ้นลงไม่เป็นเวลา ย่อมส่งผลกระทบต่อแม่น้ำสงครามด้วย น้ำสงครามเป็นมดลูกหนึ่งของแม่น้ำโขง ในช่วงน้ำหลากปลาจากน้ำโขงจะเข้ามา แต่สองสามปีที่ผ่านมาไม่มีพันธุ์ปลาน้ำโขงเลย เราจึงทำแหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลาในหนองน้ำ เราจับปลาที่เราทำบ้านปลามาดู เราจะมีการตรวจตลอดว่ามีจำนวนและพันธุ์ปลาเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหนในพื้นที่อนุรักษ์ของเรา

เราอยากให้ทางกรมประมงเข้าไปดูแล กลายหมู่บ้านมีการอนุรักษ์จริงแต่ไม่ได้ติดตาม และไม่ได้ดูพื้นที่ที่เหมาะสมกับปลาก่อน สักแต่ว่าเอาปลาไปปล่อย ส่งผลให้ปลาอาจจะไม่รอด

อำนาจ ไตรจักษ์ ตัวแทนสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขงจากจังหวัดนครพนม ชี้ให้เห็นปัญหาเพิ่มเติมว่าหลังจากที่มีการเปิดเขื่อนไซยะบุรี พี่น้องริมโขงเราได้รับผลกระทบมาก ระบบนิเวศ ขนบธรรมเนียมเปลี่ยนไปหมด

แม่น้ำสงครามได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นที่ชุ่มน้ำโลก มีสินค้าสำคัญคือปลาร้าขึ้นชื่อมาก ตอนนี้ยังมีการทำประมงผิดประเภท แต่ก่อนใช้มืองม เดี๋ยวนี้ใช้ตะแกรงแล้ว เพราะแม้แต่หอยก็หายาก

สองปีที่แล้วคนเห็นน้ำโขงเป็นสีฟ้า หลายคนดีใจไม่ต้องไปทะเลแล้ว แต่หารู้ไม่ว่านั่นเป็นหายนะที่กำลังเกิดขึ้น การหาอยู่หากินเปลี่ยนไป คนทำประมงปิดประเภทเพราะปลาหายาก มีการใช้วิธีช็อตปลา ระเบิดปลา เพื่อให้ได้ปลา ปลามีราคาแพงขึ้น ตะกอนดินก็หาย ความอุดมสมบูรณ์หายไปหมด ดินไม่มีตะกอน มีแต่ดินกระด้าง ดินทราย ปลูกพืชได้ยากขึ้น ชาวบ้านเริ่มหันมาใช้สารเคมี ทั้งที่เมื่อก่อนไม่ต้องใช้ปุ๋ยเลย พอปลาหายไปเราก็เริ่มคิดว่าต้องหาที่อนุรักษ์พันธุ์ปลา โดยใช้พื้นที่วัด เราร่วมมือกับทางกรมประมงจังหวัดนำพันธุ์แม่น้ำโขงมาปล่อยในพื้นที่วัดซึ่งใช้เป็นทำแหล่งอนุรักษ์

“ตอนนี้กลับตาลปัตรมากแทนที่ศูนย์วิจัยพันธุ์ปลาของกรมประมงจะต้องมาขอพ่อพันธุ์แม่พันธุ์จากเราไป แต่ตอนนี้เราต้องขอพันธุ์ปลาจากเขาแล้วมาปล่อยเพื่ออนุรักษ์ เพาะพันธุ์ และปล่อยปลาคืนโขง”

ด้านอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ทางเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก เรามีคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีมาหลายท่าน  ผมตั้งใจจะไปลงพื้นที่แม่น้ำโขง เห็นว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องหลายมิติ

เฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง อธิบายว่า เมื่อสองปีที่แล้ว ผมไปที่วัดหายโศก กิจกรรมที่กรมประมงได้ดำเนินการร่วมเราค่อนข้างทำเยอะมาก เราพยายามจัดสรรปันส่วนการกระจายพันธุ์ปลาแม่น้ำโขงไปให้กับพื้นที่ต่างๆ เพื่อร่วมสร้างความมั่นคงทางอาหารแต่ด้วยสภาพที่เปลี่ยนแปลงทำให้การฟื้นฟูยากขึ้น เรื่องที่สองคือการปราบปรามการทำประมงผิดกฎหมาย เราก็ยังคงทำอย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องที่สาม การให้ชุมชนมีส่วนร่วมนั้นสอดคล้องกับ พระราชกำหนดการประมง ปี 2558 โดยให้องค์กรชุมชนที่มีการจดทะเบียนถูกต้องสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและทรัพยากรประมง โดยจะได้รับงบประมาณที่จัดสรรมาให้ในการทำกิจกรรมอนุรักษ์พันธุ์ปลา ในเดือนหน้าจะลงพื้นที่ภาคอีสาน เราสามารถทำงานร่วมกันได้เลย นอกจากนี้เราเคยมีคณะกรรมการประมงน้ำจืด

อ้อมบุญ บอกว่าทางเครือข่ายสภาองค์กรชุมชรเคยยื่นข้อเสนอไปให้กับทางกรมประมง แล้วว่าเรื่องน้ำโขงนั้นมีความแตกต่างจากน้ำจืดที่อื่นๆ เพราะเห็นว่าสถานการณ์หนักขึ้นเรื่อยๆ เราจึงเห็นว่าเราไม่สามารถใช้กลไกปกติได้แล้ว เราจึงมาที่นี่

ในฐานะที่เครือข่ายทำงานร่วมกับกรมประมงมา เราได้งบมาช่วยน้อยมากและช้ามาก ฉะนั้นเรื่องนี้มันใหญ่กว่าเรื่องปลา เรื่องประมง เราจึงต้องข้ามการทำงานในกลไกปกติ

ศ.ทวนทอง จุฑาเกตุ ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านการประมงกล่าวว่า ประเด็นแม่น้ำโขงเกินบริบทของกรมประมง เพราะ 1. การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ ที่มีปัจจัยสำคัญหรือตัวเร่งจากเขื่อน ถึงแม้เราจะมีบ้านปลา แต่น้ำที่ขึ้นลงผิดปกติ ส่งผลให้ปลาไม่แข็งแรง ไข่ไม่สมบูรณ์ สาเหตุของเรื่องนี้มาจากระดับที่เปลี่ยนแปลงไป และ 2. การไร้ตะกอน บริษัทผู้พัฒนาโครงการมักจะอ้างว่าตะกอนของแม่น้ำสงครามมีน้อย แต่จริงแล้วมีมากกว่านั้น ตะกอนน้อยส่งผลให้ไม่มีอาหารของปลา

รศ. ธนพร ศรียากูล เห็นว่ากลไกปกติมันไปไม่ทันถึงการแก้ไขปัญหาระดับนานาชาติของเรื่องแม่น้ำโขงแล้ว เราไม่มีเจ้าภาพในการแก้ไขเรื่องนี้ แล้วเรื่องนี้เกินศักยภาพของกรมประมง ผมนึกไม่ออกว่ากรมจะแก้ไขปัญหาหรือไปพูดคุยกับหน่วยงานอื่นที่ใหญ่กว่าอย่างไร แล้วคณะกรรมการฯ ที่จะตั้งขึ้นนั้นจะแก้ปัญหาอย่างไร อยากเสนอให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยงานบูรณาการให้การทำงานร่วมกันกับหน่วยงานต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

อลงกรณ์ พลบุตร กล่าวเพิ่มเติมว่า เหมือนเราจะเห็นแล้วว่าข้อเสนอที่สำคัญคือ การจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาแม่น้ำโขง ผมจะเสนอเรื่้องนี้ไปยังคณะรัฐมนตรีให้เร็วที่สุด เรื่องแม่น้ำโขงเป็นประเด็นนานาชาติ มีกลไกตามกรอบคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC) กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS) และ ความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง (Mekong – Lanchang Cooperation: MLC) ภาครัฐต้องดูแลทั้งประชาชนไทยและประชาชนในภูมิภาค หลายเรื่องอยู่เลยความรับผิดชอบของเรา แต่เราก็จะพยายามการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาแม่น้ำโขงเกิดขึ้นให้ได้

“จริงๆ แล้วปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน เราไม่อาจย้อนเวลากลับไปแก้ปัญหาหรือทุบเขื่อนที่เกิดขึ้นได้ เราต้องอาศัยวิสัยทัศน์ ความยั่งยืนที่มีส่วนร่วมผ่านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสองระดับคือรัฐกับรัฐ และประชาชนกับประชาชน” ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

“เรากำลังออกแบบประเทศไทยใหม่ สร้างระเบียงเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเราจะมีการอกกแบบระเบียงเศรษฐกิจแม่น้ำโขง เอาภาครัฐและภาคเอกชนมาทำงานร่วมเพื่อที่จะได้เห็นปัญหาและแก้ไขปัญหาร่วมกัน นอกจากนั้นภาครัฐมีแผนที่จะเชื่อมอีสานเข้ากับโลก เราจะเปิดด่านทางรถไฟเชื่อมไปยังจีน ออกไปสู่ตลาดโลกอื่นๆ ทั้งรัสเซีย ตะวันออกกลาง ญี่ปุ่น เกาหลี เพราะฉะนั้น

ระเบียงเศรษฐกิจแม่น้ำโขงจะทำให้ 7 จังหวัดภาคอีสานริมโขง ได้มีโอกาสออกสู่โลกภายนอก เชื่อมกับโลกมากขึ้น ในอนาคตแม่น้ำโขงจะต้องเปลี่ยนไป เหมือนกับเจ้าพระยาที่ตอนนี้น้ำแห้งเหลือเกิน เราต้องคิดเรื่องการพัฒนาที่สอดคล้องกับความยั่งยืน

ตัวแทนจากกรมประมง กล่าวว่า ผมจะเร่งรัดงบกลางให้ ส่วนเรื่องที่สองที่บริษัทผู้พัฒนาโครงการมาหาผม เขาอยากมีส่วนร่วมในการการแก้ไขปัญหา

อำนาจ ไตรจักษ์ บอกกลางที่ประชุมว่าเรามาวันนี้เพื่อปกป้องแม่น้ำโขง บอกตรงๆว่าเรายอมรับไม่ได้ที่ทางบริษัทผู้พัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อน เอาปลาปล่อย เอาป้ายปัก ใส่ชื่อ โลโก้บริษัทตัวเอง ทั้งๆ ที่ตัวเองก็เป็นคนทำลายระบบนิเวศ

นายบุญศักดิ์ ตัวแทนกรมประมง แสดงความกังวลว่า ทางกรมประมงเองกังวลเรื่องแม่น้ำโขงและการประมงแม่น้ำโขงอย่างมาก เมื่อระบบนิเวศเปลี่ยน กำลังการผลิตของสัตว์น้ำเปลี่ยน เราจะต้องหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาและผลกระทบอย่างมีทิศทางที่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นการแก้ไขปัญหาที่เราทำอยู่อาจไม่บรรลุผล

อ้อมบุญ กล่าวปิดว่าเรามาวันนี้เพื่อพูดถึงปัญหาและข้อเสนออย่างตรงไปตรงมา และขอเร่งรัดทางกระทรวงเกษตรฯ ให้เสนอกลไกลคณะทำงานเรื่องแม่น้ำโขงขึ้นมาโดยเร็วที่สุด แม้ว่าน้ำโขงจะไม่เหมือนเดิม แต่เราก็อยากจะรักษาให้ดีที่สุด เสียหายน้อยที่สุด

อลงกรณ์ พลบุตร รับรองว่าทางกระทรวงเกษตรฯ จะนำเรียนทางนายกรัฐมนตรีโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม เราต้องเข้าใจว่าแม่น้ำโขงเปลี่ยนไปแล้ว ทางรัฐบาลมีแผนในการขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจแม่น้ำโขงซึ่งเป็นบริบทที่กว้างมาก ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือใหม่ แต่ก็ต้องให้เป็นไปตามการพัฒนาที่ยั่งยืน

“ผมเห็นด้วยในหลักการในการที่จะมีกลไกในการทำงานเรื่องแม่น้ำโขงอย่างมาก แต่เราต้องไม่ลืมว่าเรื่องนี้ใหญ่กว่าบริบทและอำนาจหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ จึงต้องมีความร่วมมือกับหลายฝ่าย ซึ่งแน่นอนว่าไม่ปฏิเสธการมีส่วนร่วม”

ประชาชนจาก 7 จังหวัดริมโขง เดินขบวนแสดงพลังและยื่นจดหมายข้อเรียกร้อง  7 ข้อ พร้อมเข้าพบกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เวลาประมาณ 14.40 น. หลังจากจบการพูดคุยกับทางกระทรวงเกษตรฯ ทางเครือข่ายฯ จึงได้ตั้งขบวนหน้ากระทรวงเพื่อเดินเท้าไปยัง ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ อาคารสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เพื่อเข้าเจรจากับหน่วยงาภาครัฐที่เกี่ยวข้องการจัดการแม่น้ำโขงกว่า 12 หน่วยงาน

การเดินขบวน “เดินเท้า เว้าแทนปลา” นับเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สำคัญของวันนี้ โดยมีที่มาจากสภาวะปัญหาของแม่น้ำโขงหลังการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักทั้งตอนบนในจีน และตอนล่าง ได้ส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องยาวนานทำให้ระบบนิเวศแม่น้ำโขงเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล ซึ่งส่งผลโยงใยไปยังวิถีชีวิตของประชาชนริมโขง เมื่อการแก้ไข้ปัญหาตามกลไกปกติมีความล่าช้าและไม่อาจเกิดขึ้นได้ในกระบวนการปกติ พวกเขาจึงเดินเท้าที่ไม่ได้เว้าแทนปลา แต่เว้าแทนระบบนิเวศ แทนประชาชนริมโขงในไทย รวมถึงประชาชนในประเทศท้ายน้ำอื่นๆ ได้แก่ ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เพื่อให้เกิดการเร่งรัดแก้ไขปัญหาโดยด่วน

โดยเวลาราวบ่ายสามโมง ประชาชนราว 50 –60 คน จากสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน  พร้อมด้วยภาคประชาสังคมและนักวิชาการด้านแม่น้ำโขงได้เดินขบวนจากหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปยังศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของสำนักนายกรัฐมนตรี โดยระหว่างเดินขบวนมีการตีกลองประกอบจังหวะจากคณะราษดรัมพ์ และประชาชนผู้เข้าร่วมขบวนต่างแสดงภาพฝันแม่น้ำโขงที่พวกเขาอยากเห็น ระบบนิเวศแม่น้ำโขง พร้อมทั้งภาพผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อแม่น้ำโขงในมิติต่าง ๆ หลังจากมีการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงตอนบนและตอนล่างผ่านป้ายผ้าและภาพถ่ายที่เตรียมมา โดยใช้เวลาการเดินราวครึ่งชั่วโมง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s