เรื่องและภาพ

ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร

คนโขงบุกทำเนียบ EP.2 ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์รัฐบาล สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

เวลาประมาณ 15.30 น. หลังจากเดินขบวน “เดินเท้าเว้าแทนปลา” จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัวแทนสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน ได้เข้าพบตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ 12 หน่วยงาน ทั้งระดับกรมและกระทรวงที่มีความเกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาแม่น้ำโขง ณ อาคารสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ระเบียบวาระการประชุมเรื่องน้ำโขง เพื่อนำไปสู่การสร้างข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรมมีประเด็นการหารือทั้งสิ้น 7 ประเด็น ตามข้อเสนอ/ข้อเรียกร้อง  7 ข้อที่ทางชุมชนริมโขงแบกมาเพื่อต่อรองกับองค์กรภาครัฐ โดยมีนายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ “แรมโบ้อีสาน” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในที่ประชุม

ประเด็นที่ 1 ขอให้เร่งรัดกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการด้านทวิภาคีระหว่างไทยกับลาว ระหว่างหน่วยงานด้านพลังงานและหน่วยงานด้านทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม เพื่อทำงานเชิงบูรณาการความร่วมมือและความช่วยเหลือด้านการบริหารจัดการน้ำ และการแบ่งปันข้อมูล โดยจัดทำเป็นประเด็นหารือระดับผู้นำระหว่างผู้นำของไทยกับลาวให้เสร็จสิ้นภายในเดือน มี.ค. 2564 และขยายผลสู่การเจรจากับจีนโดยในการเจรจาจะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นอย่างกว้างขวางเพื่อประโยชน์ต่อทรัพยากรธรรมชาติสูงสุดของประเทศและรักษาไว้ในคนรุ่นหลังต่อไป

อ้อมบุญ ทิพย์สุนา ในนามประธานสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน 7 จังหวัดลุ่มน้ำโขง กล่าวว่า วันนี้เรามากันเกือบร้อยชีวิตเพื่อพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำโขง เราต้องบอกว่าขณะนี้แม้จะมีกลไกระหว่างประเทศแต่นั่นก็ไม่เพียงพอในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อนที่ทำให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดน งานวิจัยของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รวมถึงมหาวิทยาลัยต่างๆ บอกชัดเจนว่าหากมีการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงจะส่งผลกระทบข้ามพรมแดนชัดเจน ดังนั้นทางรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีกลไกที่ชัดเจนเพื่อไปเจรจากับทางรัฐบาลลาวในการจัดการเรื่องแม่น้ำโขงในประเด็นต่าง ๆ

รุจิกร แสงจันทร์ รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เราไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ ในส่วน ก.ต. เรามีกลไกทวิภาคี และองค์กรตามยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง (Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS),  ASEAN, คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission :MRC) กรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง (Mekong – Lanchang Cooperation) และกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Sub region: GMS) รวมไปถึงอื่น ๆ ระดับพหุภาคี ได้แก่ กรอบความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขง-ญี่ปุ่นด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม กรอบความร่วมมือหุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐฯ (Mekong – U.S. Partnership) กรอบความร่วมมือแม่โขง –  เกาหลีใต้ (Mekong – ROK Cooperation) กรอบความร่วมมือแม่โขง – คงคา (Mekong – Ganga Cooperation) ซึ่งในส่วนของลาวนั้นก็อยู่ในกรอบความร่วมมือเหล่านี้ด้วย จะเห็นได้ว่าไทยมีหลายช่องทางที่จะเจรจากับลาว ซึ่งก็ได้มีการดำเนินการเจรจาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดหลังจากที่ทางการจีนประกาศเขื่อนจิงหงเพื่อซ่อมเขื่อน เราประสานให้ทาง สทนช. ประสานกับทางจีนให้มีการปล่อยน้ำออกมามากขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำโขง เราก็ได้มีการพูดคุยเจรจาย่างต่อเนื่อง

อ้อมบุญ กล่าวเสริมว่า เราอยากเสนอให้การเจรจาตามกรอบต่างๆนี้ให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมด้วย เพราะก่อนหน้านี้ทางเราไม่เคยมีส่วนร่วมในกลไกเหล่านี้เลย

รศ. ธนพร ศรียากูล กรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ เสนอให้ ก.ต.เป็นเจ้าภาพในการนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพูดคุยกับทางรัฐบาลลาวในการจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อมในระดับทวิภาคีให้ชัดเจนมากขึ้น

ด้านรองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ตอบว่าทางกระทรวงการต่างประเทศมีแผนอยู่แล้วที่จะขยายงานให้ครอบคลุมมากขึ้น และยินดีที่จะมีภาคประชาชนร่วมกันพัฒนาบทสนทนาในการพูดคุยกับทางรัฐบาลลาว

มนตรี จันทวงศ์ จากกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขงในฐานะที่ปรึกษาสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน พบว่าหลังจากที่ทางรัฐมนตรีไทยพบกับจีนให้มีการปล่อยน้ำมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ปล่อยเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด และทางการจีนบอกว่าจะซ่อมสายส่งเสร็จตั้งแต่ปลายมกราคม แต่จนถึงขณะนี้ทางจีนก็ยังไม่ปล่อยน้ำออกมาเพิ่มขึ้น จนถึงวันนี้น้ำก็ยังแห้งมากเหมือนเดิม เลยขอเสนอว่าทางเราต้องมีกระบวนการติดตามทางจีนให้ชัดเจนและเสนอแผนการปล่อยน้ำของจีนให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในประเทศท้ายน้ำ และให้ภาคประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วม

รศ. ธนพร ศรียากูล เสนอว่า ก.ต. ต้องเป็นพี่เลี้ยงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการริเริ่มการพูดคุยกับลาวโดยอาจเริ่มจากเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนก่อน แล้วอาจตามด้วยเรื่องประมง

ประเด็นที่ 2 ให้รัฐบาลชะลอการรับซื้อไฟฟ้าหรือทำข้อผูกพันในการรับซื้อไฟฟ้าใด ๆ ที่มาจากเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงของประเทศลาวไปก่อน จนกว่าจะมีข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับความต้องการไฟฟ้าของไทยและความจำเป็นเกี่ยวกับการซื้อพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง โดยในการจัดทำแผนการใช้และซื้อพลังงานไฟฟ้าไม่ควรพิจารณามิติความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าเพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณามิติผลกระทบต่อระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศโดยรวม และจะต้องมีกระบวนการปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนได้เสียและภาคประชาชนอย่างรอบคอบและกำหนดมาตรการชดเชยเยียวยาชุมชนริมโขงผู้ได้รับผลกระทบแล้วอย่างเร่งด่วน

อ้อมบุญ บอกว่าชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนอย่างชัดเจนที่ส่งผลให้แม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลง ชาวบ้านริมโขงต้องทิ้งอาชีพของตนเอง เฉพาะในภาคอีสานริมโขงที่มีพันกว่าหมู่บ้าน ได้รับผลกระทบทั้งด้านเกษตร ประมง และการท่องเที่ยว เบื้องต้นเสนอให้มีการตั้งกองทุนชดเชยเยียวยาชาวบ้านอย่างทั่วถึง ในส่วนของเรื่องกำลังไฟฟ้าสำรองนั้น ประเทศไทยตอนนี้มีกำลังไฟฟ้าสำรองเกิน 15% ตามที่กำหนดไว้ อีกทั้งคนไทยจะต้องแบกภาระค่าไฟที่เพิ่มขึ้นจากกำลังไฟฟ้าสำรองที่เพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้คนลุ่มน้ำโขงก็ยังต้องแบกรับต้นทุนวิถีชีวิตที่สูญเสียไปจากการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้า ซึ่งมีประโยชน์น้อยมากกับคนริมโขง

ด้าน ดร. วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการกองนโยบายไฟฟ้า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ในการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะกับลาวนั้นเริ่มจากข้อตกลง (MoU) ที่ทำกับทางรัฐบาลไทยโดย กฟผ. ทำกับทางรัฐบาลลาว จำนวนกว่า 9,000 เมกะวัตต์ กระทรวงไม่ได้เป็นคนชี้เป้าว่าจะไปสร้างที่ไหน ส่วนใหญ่ประเทศนั้นๆจะมีนโยบายสร้างเขื่อนของเขาเอง

โครงการที่จะรับซื้อนั้น จะต้องเป็นไปตามแผนพลังงานของไทย (PDP) ด้วย ในส่วนของการนำเข้าไฟฟ้าจากต่างประเทศนั้น การรับซื้อไฟฟ้าจากลาวจะซื้อก็ต่อเมื่อกำลังไฟฟ้าสำรองต่ำ ซึ่งจะเป็นช่วงปี 2569 – 70 อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงก็จะรับซื้อไฟฟ้าจากภายในประเทศก่อน ในการรับซื้อไฟฟ้าต่างๆ จากต่างประเทศต้องนั้นเป็นทางเลือกรองลงมา ซึ่งจะซื้อหรือรับเข้ามาเมื่อกำลังไฟฟ้าสำรองต่ำเท่านั้น และต้องผ่านการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และต้องผ่านกระบวนการ PNPCA ในส่วนของเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลัก

ประธานในที่ประชุม เสนอว่า ก.ต. ต้องตั้งวงทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมาคุยรายละเอียดกับทางภาคประชาชนสร้างข้อตกลงร่วมกัน โดยทางธนพร เห็นด้วยในเรื่องนี้ แต่ต้องให้หน่วยงานอื่นเข้ามาร่วมกันไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพลังงานหรือ นอกจากนั้นทางอ้อมบุญก็สนับสนุนในเรื่องนี้ และขอให้มีการเปิดเวทีร่วมกันระหว่างรัฐกับภาคประชาชน ร่วมถึงกับทางลาวด้วย

มนตรี จันทวงศ์ กล่าวเสริมว่า ที่จริงแล้ว เป็นนิมิตหมายที่ดีที่ได้มาพูดคุยกันกับทางกระทรวงพลังงานในวันนี้ สิ่งที่คิดว่าต้องเริ่มคุยในตอนนี้คือปัญหาที่เกิดกับระบบนิเวศกระทบถึงวิถีชีวิตที่เกิดขึ้นกับประชาชนติดกันสองปีแล้ว โดยเฉพาะในเรื่องน้ำโขงใส นับแต่ปี 2562 หลังจากมีการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี นอกจากนี้ประชาชนริมโขงได้ร่วมกันวัดค่าความขุ่นของน้ำทุกสถานีวัดตั้งแต่เชียงของถึงอุบลราชธานี เราพบว่าค่าความขุ่นของน้ำเกิน 120 เซนติเมตร ทั้งหมด ในขณะที่เชียงของอยู่ที่ประมาณ 30 – 70 เซนติเมตร ชี้ให้เห็นว่าน้ำโขงใสมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อนิเวศอย่างมาก อยากให้ทางกระทรวงพลังงานช่วยคิดแผนที่จะไม่ทำให้การผลิตเขื่อนไซยะบุรีไม่เกิดภาวะน้ำโขงใสหรือระบายตะกอนออกมาได้มากกว่านี้

ประเด็นที่ 3 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสำนักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ต้องเร่งปรับปรุงแก้ไขกฎหมายส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ประเทศไทยมีอำนาจในการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการที่มีผลกระทบข้ามพรมแดนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของไทยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนำไปเจรจาต่อรองกับต่างประเทศอย่างมีประสิทธิผลต่อไป และในภาวะเร่งด่วนในปัจจุบันขอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจทางบริหารสั่งการให้ สผ. จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ข้ามพรมแดนดังที่รัฐบาลเคยสั่งการให้ สผ. ศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดนกรณีขอระเบิดแก่งแม่น้ำโขง

อินทิรา เอื้อมลฉัตร ผู้อำนวยการกองวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ให้ความเห็นว่า อำนาจในการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้นอยู่ในขอบเขตอำนาจอธิปไตยแต่ละประเทศของตัวเอง ไทยจะไปสั่งโครงการที่อยู่ในประเทศนั้น ๆ ให้ทำตามแนวทางการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของไทยไม่ได้ ส่วนตัวทราบว่า MRC มีการผลักดันเรื่องการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนอยู่  

ตัวแทนจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เห็นด้วยว่าต้องใช้แนวทางร่วมในการผลักดันให้แนวปฏิบัติ (Guideline) ในการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน (Trans Boundary EIA) ของ MRC สามารถผ่านที่ประชุมของ MRC และสามารถนำไปใช้ได้จริงและมีการกำหนดให้ใช้ เพราะขณะนี้ยังไม่มีการนำมาใช้

มนตรี จันทวงศ์ คิดว่าเรื่องนี้ต้องมองให้กว้างขึ้นในหลายแง่มุม ในกรอบการทำ TBIA ที่ทาง สทนช. ต้องเจรจานั้นทางเราเห็นด้วยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การทำอีไอเอในส่วนของประเทศไทยที่ข้ามพรมแดนเราสามารถทำได้ เพราะในส่วนของโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงก็เคยทำมาแล้ว ซึ่งก็ใช้งบประมาณของไทยเอง โดยไม่จำเป็นต้องไปยุ่งเกี่ยวกับการทำ EIA ในประเทศลาวก็ได้ ดูว่าจะมีผลกระทบอะไรบ้าง สทนช.เองก็มีงานศึกษาอยู่แล้วเกี่ยวกับการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนบนแม่น้ำโขง เราอาจจะไม่ต้องทำถึง 12 เขื่อนหลักก็ได้ แต่เราต้องทำในส่วนเฉพาะของเขื่อนไซยะบุรี

รศ. ธนพร ศรียากูล เสริมว่าตอนปี 2547 มีมติครม. ให้ทำ EIA ในโครงการระเบิดแก่ง ชาวบ้านมองว่าให้มีการเก็บข้อมูลที่ชายแดนฝั่งไทยก็พอ ไม่จำเป็นต้องทำในประเทศลาว โดยทำการประเมินผลกระทบเฉพาะในดินแดนไทย ทันทีที่แม่น้ำโขงเข้ามาในไทยก็พอ ซึ่งก็จะไม่กระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  

อ้อมบุญ ให้ความเห็นว่าการทำการศึกษาการประเมินผลกระทบที่ผ่านมา ไม่ตอบโจทย์ชาวบ้านเลย ชาวบ้านไม่ได้เป็นผู้ร่วมออกแบบโจทย์การวิจัย ซึ่งโจทย์ที่ตั้งในการวิจัยนั้นก็มาจาก TOR ระหว่างบริษัทผู้พัฒนาโครงการและบริษัทผู้ที่จัดทำรายงานเท่านั้น อยากให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมในการออกแบบโจทย์การวิจัยหรือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วย  

ประเด็นที่ 4 การจัดการฐานข้อมูลและจัดทำระบบเตือนภัยการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำอย่างทันท่วงที (Real-time) ที่มีประสิทธิภาพตั้งแต่จังหวัดเชียงรายถึงอุบลราชธานีโดยประชาชนริมแม่น้ำโขงทุกพื้นที่เข้าถึงได้โดยง่ายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนสามารถรับมือสถานการณ์น้ำที่เปลี่ยนแปลงและใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

ตัวแทน สทนช. กล่าวว่า ปัจจุบันทางไทยใช้ฐานข้อมูลจาก MRC เป็นหลัก ซึ่งมีการเผยแพร่อยู่บนเว็บไซต์ในส่วนของการแจ้งเตือนระดับน้ำโขงค่อนข้างช้า เพราะทางจีนแจ้งมาช้า อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะมีการจัดตั้งศูนย์น้ำประจำจังหวัดเพื่อบริหารจัดการน้ำ อีกทั้งมีระบบติดตามน้ำหลากซึ่งเป็นระบบของ MRC แต่มีข้อจำกัดที่ยังเป็นภาษาอังกฤษอยู่ ไม่มีภาษาไทย โดย สทนช มีแผนที่จะทำให้มีการแปลเป็นภาษาไทย และมีอินโฟกราฟิกที่เข้าใจง่าย

อ้อมบุญ เสนอให้มีการทำแอปพลิเคชั่นที่ประชาชนเข้าถึงได้ทันท่วงทีและไวกว่าเว็บไซต์ เนื่องจากชาวบ้านหลายรายไม่สามารถใช้เว็บไซต์ได้ อีกทั้งการเตือนภัยในระดับพื้นที่หลายพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่มีแผนซักซ้อมการอพยพใด ๆ   

มนตรี บอกว่า ในเรื่องระบบเตือนภัยนั้น อยากให้ทาง สทนช. พัฒนาไปไกลกว่าการเตือนภัยน้ำหลาก เพราะการขึ้นลงของน้ำในแต่ละวันนั้น เพียงไม่กี่เมตรก็ส่งผลอย่างมากต่อประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรและชาวประมงริมโขง ดังนั้นเสนอให้มีการปรับเกณฑ์การวัดระดับน้ำและการแจ้งเตือนใหม่ เพราะตอนนี้ทางเราดูน้ำจากเขื่อนจีนเป็นหลัก แต่จริงๆแล้ว ต้องดูระดับน้ำในฝั่งลาวในแม่น้ำสาขาด้วย ควรมีการบูรณาการข้อมูลระดับน้ำจากสถานีย่อย ๆ  

ตัวแทน สทนช. ตอบว่า ตอนนี้ทาง สทนช. กำลังพัฒนาข้อตกลง (MoU) กับลาวในเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องระดับน้ำและการทำงาน (operate) ของเขื่อน รวมถึงการเปิดปิดประตูระบายน้ำของเขื่อน ซึ่งน้ำในลำน้ำสาขาในลาวมีผลต่อแม่น้ำโขงสายหลักอย่างมากที่สุดในสี่ประเทศต่อปริมาณน้ำโขง

ประเด็นที่ 5 ต้องมีการกำหนดมาตรการชดเชยเยียวยากับชุมชนริมโขงผู้ได้รับผลกระทบในด้านการพัฒนาอาชีพรายได้ ทั้งด้านการประมง เกษตร ปศุสัตว์ เพื่อชดเชยอาชีพรายได้ที่เคยพึ่งพาจากแม่น้ำโขง

เฉวียง กงสีมา ตัวแทนจากตำบลปากชม บอกว่าตอนนี้ปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ระบบนิเวศพังทลายแล้ว อยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีนโยบายเรื่องการชดเชยเยียวยา ตอนนี้ชาวบ้านมีความเดือดร้อนหลายเรื่อง

ตัวแทนกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าขอย้อนกลับไปตอบในประเด็นก่อนหน้านี้ ในส่วนของระบบเตือนภัยนั้นในส่วนของแม่น้ำโขง จะเป็นหน้าที่ของสำนักงานแม่น้ำโขงแห่งชาติ ส่วนในเรื่องอุทกศาสตร์จะเป็นกรมอุทกศาสตร์ ยกตัวอย่างที่ อ.เชียงแสน จะมีการจัดทำข้อมูลระบบน้ำขึ้นลงเท่าไหร่ต่อวัน แต่เป็นเพียงการรายงานระดับน้ำเท่านั้น และในส่วนของการแจ้งระบบเตือนภัยง่ายๆ ที่สามารถทำได้ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด และนำส่งแจ้งเตือนไปยังกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผ่านไลน์หารือโทรศัพท์ซึ่งก็สามารถทำได้ แต่ก็อาจจะล่าช้า ดังนั้น ทางเราจะรับเรื่องนี้ไปหาทางพัฒนาให้มีระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติที่ทันท่วงที ที่ประชาชนเข้าถึงได้เร็วกว่านี้

หลังจากนี้จะนำเรียนให้มีการอบรมเพื่อซักซ้อมการใช้ระบบเตือนภัย รวมถึงการปรับหลักเกณฑ์การเยียวยาในส่วนของการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้สอดคล้องกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงโดยเฉพาะในพื้นที่ริมโขงมากขึ้น

ตัวแทนกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในเรื่องของกระบวนการชดเชยเยียวยานั้น ในระเบียบกระทรวงการคลังไปไม่ถึง เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีกฎหมายรองรับ เราไม่สามารถใช้เงินแผ่นดินได้ โดยในเรื่องนี้ที่เป็นเรื่อวสาธารณภัย เป็นเงินเยียวยา ต้องมีการตั้งเรื่องมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน อย่างเรื่องผลกระทบจากภัยพิบัติที่ส่งผลต่อกระทรวงเกษตรฯ ต้องเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการตั้งเรื่องเข้ามา

รองอธิบดีกรมประมง กระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่าจะรับหน้าที่เป็นแม่งานในการตั้งเรื่องเพื่อดำเนินการเรื่องการชดเชยเยียวยาที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับด้านการเกษตร

อำนาจ ไตรจักษ์ ในนามประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขง จ. นครพนม เรียกร้องภาครัฐในที่ประชุมให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินกำหนดการชดเชยเยียวยาด้วย เพราะถ้าไม่มีประชาขนไปอยู่ในกลไกเหล่านี้ก็จะแก้ปัญหาไม่ตรงจุด และอามีผลกระทบเพิ่ม

อ้อมบุญ แสดงความกังวลว่า บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนจะมีมากขึ้น ในขณะที่กองทุนพลังงานไฟฟ้าโตขึ้น แต่การเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบนั้นไม่มีเลย

“คนทำลายไม่ได้จ่ายค่าชดเชยอะไรเลย เราอยากเสนอให้มีกองทุนเยียวยาที่เก็บค่าเยียวยาจากบริษัทสร้างเขื่อนที่ได้กำไรจากการดำเนินงานของตน ไม่ใช่เพียงการทำ CSR เราไม่ต้องการ และไม่ควรเอาเงินภาษีประชาชนมาเยียวยาประชาชนด้วยกันเอง”

ประเด็นที่ 6 การมอบหมายให้คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งรัดการกระจายอำนาจด้านการบริหารการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการถ่ายโอนภารกิจและการถ่ายโอนงบประมาณ ตลอดจนบุคลากรตามแผนกระจายอำนาจ ทั้งนี้ การทำงานจะต้องจัดให้มีกระบวนการปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนได้เสียและภาคประชาชน หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความจำเป็นต้องได้รับภารกิจและหน้าที่เพิ่มขึ้น ขอให้คณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ ใช้อำนาจตามมาตรา 16 และ 17 แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2562

ตัวแทนสำนักงานการกระจายอำนาจ สำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทางเราได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการการกระจายอำนาจเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็ได้มีการตั้งคณะทำงานออกมาเพื่อศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับพื้นที่ ซึ่งทางประชาชนสามารถแจ้งไปยังคณะกรรมการการกระจายอำนาจระดับจังหวัดที่มีผู้ว่าฯเป็นประธานได้ และหากเป็นเรื่องเฉพาะหรือเป็นเรื่องภัยพิบัติร้ายแรงหรือเรียกว่าอสมมาตร พื้นที่นั้นๆ ก็อาจจะได้มีอำนาจเพิ่มมากขึ้นในบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนได้โดยตรง

รศ. ธนพร ศรียากูล การกระจายอำนาจแบบอสมมาตรน่าจะตอบโจทย์พี่น้อง 7 จังหวัดแม่น้ำโขงได้ชัดเจนมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นเรื่องการแจ้งเตือนและการจัดการภัยพิบัติ โดยให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ซึ่งในอนาคตอาจสามารถทำได้

ประเด็นที่ 7 การมอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติเร่งรัดแต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพนิเวศในลุ่มน้ำโขง

ตัวแทนกรมประมง กล่าวว่าขณะนี้หลังจากที่มีการพูดคุยกันเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ทางคุณอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีได้กล่าวแล้วว่าให้มีการตั้งคณะกรรมการระดับกระทรวงฯ ซึ่งเป็นข้อยุติเบื้องต้นแล้ว

อ้อมบุญ บอกว่า เราอยากได้ข้อนี้มากที่สุด ในส่วนของกระทรวงเกษตรเองเราเข้าใจดี แต่ในคณะกรรมการนี้ต้องไปไกลกว่าแค่กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงเกษตรอาจเป็นตัวแระสานให้เกิดการบูรณาการ แต่ปัญหาแม่น้ำโขงไปไกลกว่านั้น

“เรามาวันนี้เราพูดแทนปลา ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะตอบสื่อมวลชนอย่างไร วันนี้อยากให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการฯ นี้ขึ้น เพราะขณะนี้เรื่องแม่น้ำโขงเป็นเรื่องใหญ่และใหญ่กว่าหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะทำได้”

รศ. ธนพร ศรียากูล บอกว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ง่ายที่สุด เพราะเคยมีการประชุมไปแล้ว ร่างคำสั่งไปแล้ว ที่จะให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการชุดนี้ เหลือแค่ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งเท่านั้น กลายเป็นว่ายังคงต้องรอไปก่อน แต่อย่างไรก็ตามก็เป็นเรื่องที่ดีที่วันนี้ประเด็นที่คิดว่ายากที่สุดอย่างเรื่องการตั้งคณะทำงานจากกระทรวงการต่างประเทศไปเจรจากับทางรัฐบาลลาวกลายเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด

หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม ประธานในที่ประชุมกล่าวว่าวันนี้เป็นเพียงการเสนอข้อเสนอแนะของภาคประชาชนและหน่วยงานได้มีโอกาสพบกับภาคประชาชน เพื่อชี้แจงข้อกังวลและนำข้อกังวล รวมถึงนำข้อเสนอแนะ และผลการพูดคุยที่ได้ไปสรุปและแจ้งต่ออธิบดีกรมหรือปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง จากนั้นทางสำนักบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (สบนร.) จะเป็นเจ้าภาพในการนำเรื่องเสนอตรงไปยังนายกรัฐมนตรีให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสินใจสั่งการลงมาอีกที

ดูเหมือนว่าวันนี้คนโขงจะยังไม่ได้ข้อสรุปที่น่าพอใจครบทั้ง 7 ประเด็นนัก เพราะเนื่องจากว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่มีอำนาจในการตัดสินใจในทันที อีกทั้งยังไม่มีกรอบเวลาในการดำเนินการจากข้อสรุปรายประเด็นที่แน่ชัด อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายที่เข้าร่วมประชุมในวันนี้เห็นพ้องต้องกันว่าแม่น้ำโขงกำลังวิกฤตอย่างหนัก และอย่างน้อยที่สุดประเด็นที่ยากที่สุดอย่างการดำเนินการด้านทวิภาคีระหว่างไทยและลาวเพื่อเจรจาแก้ไขปัญหาแม่น้ำโขงในกรอบความร่วมมือต่าง ๆ นั้นก็ดูมีความคืบหน้ามากที่สุด เพราะกลไกของ MRC ไม่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วในการแก้ไขปัญหา และจะมีการขยายผลไปสู่การหารือกับทางจีนด้วย

ตัวแทนชาวบ้านริมโขงให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหลังเสนอข้อเรียกร้องต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s