แม่น้ำโขงต้องคำสาปทรัพยากร (Resource Curse) หรือไม่ ไม่มีใครสามารถบอกได้ แต่ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศของแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นหลักประกันความมั่นคงของสรรพชีวิตทั้งปวง และการดำรงอยู่ของชุมชนลุ่มน้ำโขงหลากหลายชาติพันธุ์มาอย่างยาวนานนั้น ได้ถูกใช้ไปในมิติใหม่ นั่นคือแปรผันความอุดมสมบูรณ์ทั้งปวงที่มีอยู่ให้กลายเป็นไฟฟ้า ผ่านสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่า “เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ” และทำลายหลักประกันความมั่นคงของสรรพชีวิตทั้งหลายออกไป

ระยะเวลาเพียงผีเสื้อกระพือปีกของประวัติศาสตร์การกำเนิดเขื่อนบนแม่น้ำโขง ตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมา ที่ประเทศจีนได้เริ่มสร้างและเดินเครื่องเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนแรกคือ เขื่อนม่านวาน ที่สร้างแรงกระชากต่อวัฏจักรน้ำโขงครั้งรุนแรง นั่นคือปรากฏการณ์น้ำโขงแห้ง วัดค่าได้ต่ำมากและจนถึงวัดค่าไม่ได้ ที่สถานีเชียงแสนใน 2 ช่วงเวลาคือ ระหว่างวันที่ 19-26 เมษายน ระดับน้ำโขงอยู่ระหว่าง 0.88-1.0 เมตร และ ระหว่างวันที่ 26-28 พฤษภาคม 2536 ระดับน้ำโขงอยู่ระหว่าง 0 – 0.23 เมตร ซึ่งปรากฏการณ์นี้ทั้งคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission) และประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างพร้อมใจกันเรียกว่า “ภัยแล้ง” เหมือนว่าวิกฤตินี้เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอันธรรมดาสามัญ

จนถึงปัจจุบัน ประเทศจีนได้สร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงแล้วเสร็จจำนวน 11 เขื่อน โดยไม่เคยแสดงเจตจำนงที่จะปรึกษาหารือใด ๆ กับประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง เขื่อนจีนที่อยู่ใกล้ที่สุดคือเขื่อนจินหง (Jinghong) ซึ่งสร้างเสร็จในปี 2552 อันเป็นเขื่อนของจีนลำดับที่สาม ถัดจากเขื่อนม่านวาน(Manwan) (2536) และเขื่อนต้าเฉาชาน (Dachaoshan) (2546) และต่อเนื่องด้วยเขื่อนขนาดใหญ่ คือ เขื่อนเสี่ยวหวาน(Xiaowan) (2553) และเขื่อนนั่วจาตู้(Nouzhadu) (2555) เขื่อนทุกตัวของจีนได้เก็บกักแม่น้ำโขงตอนบนไว้ไม่ต่ำกว่า 41,700 ล้านลูกบาศก์เมตร[1] โดยเขื่อนล่าสุดคือ เขื่อนวุ่นอองหลง(Wunonglog) สร้างเสร็จเมื่อกุมภาพันธ์ ปี 2562 

การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนทั้ง 11 เขื่อน จะถูกควบคุมโดยเขื่อนจินหง อันเป็นเขื่อนตัวสุดท้ายก่อนถึงแม่น้ำโขงตอนล่าง และไหลเข้าสู่ประเทศไทยที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย มีระยะทางโดยประมาณ 300 กิโลเมตร เขื่อนจีนได้สร้างความแปรปรวนต่อการไหลของแม่น้ำโขงอย่างมีนัยยะสำคัญ ตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

จีนได้บริหารจัดการน้ำโขงทั้งสายผ่านเขื่อนจินหง ครั้งแล้วครั้งเล่าที่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนลุ่มน้ำโขงตอนล่าง และทำลายวัฏจักรของระบบอุทกวิทยา ระบบนิเวศที่ซับซ้อนของแม่น้ำโขง และไม่เคยสนใจเสียงเรียกร้องจากประชาชนในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ที่ต้องการให้จีนแสดงความรับผิดชอบต่อการบริหารจัดการน้ำที่ผิดธรรมชาติ จีนสนใจเพียงการเข้าร่วมพิธีกรรมแบ่งปันข้อมูลต่อ MRC พอเป็นพิธีเท่านั้น ซึ่งเมื่อเกิดวิกฤตแม่น้ำโขงตอนล่าง เช่นต้นปี 2564 มานี้ ทุกฝ่ายและแม้แต่ MRC เองยังต้องเรียกร้องจีนผ่านสื่อให้แบ่งปันข้อมูลการจัดการน้ำของเขื่อนอยู่เรื่อย ๆ  ปรากฏการณ์นี้เป็นข้อยืนยันถึงการสนใจแต่ประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับเท่านั้น โดยเพิกเฉยต่อผลประโยชน์และความรับผิดชอบอันควรมีร่วมกันกับประชาชนลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ซึ่งการกระทำเช่นว่านี้  คืออาการ หน้าไหว้หลังหลอก (两面三刀 อ่านว่า เหลียงเมี่ยนซานเตา) ของคนเห็นแก่ตัว (自私自利 อ่านว่า จื้อซือจื้อลี่)  โดยในบทความนี้ จะนำเสนอข้อมูลและการวิเคราะห์ผลกระทบอันยืนยันว่าสำนวนข้างต้นไม่ใช่การกล่าวอ้างเกินจริง โดยเรียบเรียงไปตามลำดับ จากเสี้ยวเวลาหนึ่งของผีเสื้อกระพือปีกที่สั่นสะเทือนถึงทั้งภูมิภาค

2553 เริ่มต้นยุคสมัยของการคุมน้ำโดยเขื่อนจินหง

ถัดมา 1 ปี หลังเขื่อนจินหงเปิดใช้งาน เขื่อนก็ได้ลดการระบายน้ำในช่วงฤดูแล้งของปี 2553 ตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 และลดลงอย่างกะทันหันในเดือนกุมภาพันธ์ พอถึงเดือนมีนาคมได้เพิ่มการระบายน้ำจากเดิมเล็กน้อย แล้วคงระดับต่อเนื่องไปจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม 2553 ดังที่แสดงในภาพกราฟที่ 1

ความเดือดร้อนจากระดับน้ำโขงแห้งลงอย่างรวดเร็ว เกิดขึ้นทั้ง 4 ประเทศแม่น้ำโขงตอนล่าง คือ ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม นำไปสู่การเรียกร้องให้จีนเพิ่มการระบายน้ำ แต่จีนยังคงเพิกเฉยตลอดฤดูแล้งจนสิ้นสุดเดือนเมษายน 2553 สาเหตุสำคัญคือการเริ่มเก็บกักน้ำของเขื่อนเสี่ยวหวาน ซึ่งเสร็จในปี 2553 แต่องค์กรระดับภูมิภาคอย่าง MRC กลับมองปัญหาแม่น้ำโขงแห้งนี้ว่าเกิดจากความแห้งแล้งของพื้นที่ต้นน้ำโขงในประเทศจีน[2] ตามเอกสารเผยแพร่ลงวันที่ 26 มีนาคม 2553

ภาพกราฟที่ 1 แสดงระดับน้ำโขงที่สถานีเชียงแสน เดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2553

ธันวาคม 2556 ระบายน้ำอย่างฉับพลัน

เหตุการณ์สำคัญจากเขื่อนจินหงที่สร้างความเสียหายให้ลุ่มน้ำโขงตอนล่าง คือการระบายน้ำจากเขื่อนที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 13-17 ธันวาคม 2556 (ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูแล้ง)  โดยระดับน้ำโขงสูงขึ้นต่อเนื่องประมาณ 4 วัน วัดได้ที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย จากระดับ 3.84 เมตร ในวันที่ 14 ธันวาคม ขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 6.87 เมตรในวันที่ 17 ธันวาคม 2556 และลดลงสู่ระดับเดิมในวันที่ 23 ธันวาคม ที่ระดับ 3.41 เมตร รวมระยะเวลานับตั้งแต่น้ำโขงขึ้นจนลดลงสู่ระดับปกติใช้เวลาประมาณ 10 วัน  

ผลจากระดับน้ำโขงเพิ่มขึ้นที่เชียงแสน ทำให้ระดับน้ำโขงตอนล่างเพิ่มระดับขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อ.เชียงคาน จ.เลย ลงไปจนถึง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ระยะทางกว่า 800 กิโลเมตร สร้างความเสียหายต่อการเกษตร การประมง และระบบสาธารณูปโภคริมน้ำโขงตลอดแนว  ซึ่งได้แสดงภาพกราฟระดับน้ำจากสถานีวัดระดับน้ำโขง ในภาพกราฟที่ 2

ภาพกราฟที่ 2 แสดงการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำโขงในเดือนธันวาคม 2556 ของทุกสถานีวัดระดับน้ำโขงของไทย

มีการศึกษารวบรวมข้อมูลความเสียหายในช่วงเวลาดังกล่าว[3]  พบว่าแม่น้ำโขงไหลแรงกว่าปกติ มีฟองฟอด มีเศษไม้ทั้งที่มาเป็นขอน ท่อน และเป็นต้นที่มีรากติดมาด้วย มีขยะปนมามาก ทั้งน้ำโขงยังมีสีขุ่นจนถึงแดง และมีคราบน้ำมัน ทั้งนี้ยังมีการสำรวจความเสียหายกับกลุ่มชาวบ้าน ในพื้นที่ 14 ตำบล ที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับแม่น้ำโขงได้แก่ ประมง, เกษตรริมโขง และเลี้ยงปลากระชัง จำนวน 161, 140 และ 43 รายตามลำดับ พบว่าทุกกลุ่มต่างได้รับผลกระทบจากระดับน้ำโขงขึ้นผิดปกติ แยกประเภทของผลกระทบได้ดังนี้

1. ผลกระทบต่ออาชีพประมง พบว่าสูญเสียรายได้จากการขายปลาประมาณ 8,495 บาทต่อราย และความเสียหายต่อเครื่องมือประมง ขั้นต่ำประมาณ 1,426 บาทต่อราย

2. ผลกระทบต่อการเกษตรริมฝั่งโขง พบว่าพื้นที่เกษตรริมโขงถูกน้ำท่วม เกิดความเสียหายในส่วนของทุนที่ลงไปแล้ว โดยมีต้นทุนขั้นต่ำ 2,964 บาทต่อราย และประเมินว่าหากสามารถขายผลผลิตได้ จะสร้างรายได้ขั้นต่ำที่ 9,245 บาทต่อราย

3. ผลกระทบต่อผู้เลี้ยงปลากระชัง พบว่าต้องประสบกับการขาดทุนทันทีรวม 47,000 บาทต่อราย เนื่องจากปลาตาย

บริเวณพื้นที่ที่มีการสำรวจการขึ้น-ลง ผิดปกติของระดับน้ำโขงในครั้งนี้ ยังมีความเสียหายในด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายต่อระบบสูบน้ำเพื่อการเกษตร และเพื่อใช้ในการผลิตน้ำประปาของชุมชนเนื่องจากระดับน้ำโขงได้เพิ่มและลดลงอย่างฉับพลัน ส่งผลให้สถานีสูบน้ำทุกแห่งติดค้างอยู่บนตลิ่ง ประกอบกับมีเศษไม้ ขอนไม้ และขยะจำนวนมากถูกพัดพามาทับถมไว้ ทำให้ต้องใช้งบประมาณของท้องถิ่นเป็นจำนวนมากในการเคลื่อนย้ายสถานีสูบน้ำต่าง ๆ เหล่านี้กลับลงแม่น้ำโขงในระดับปกติเช่นเดิม

MRC ได้เผยแพร่รายงานน้ำโขงขึ้นฉับพลันนี้[4] ว่าเกิดจากสาเหตุมีฝนตกหนักในลุ่มน้ำโขงตอนบน ทำให้เขื่อนจินหงต้องระบายน้ำลงมาเป็นจำนวนมาก แต่ MRC ละเลยที่จะวิเคราะห์ข้อเท็จจริงที่ว่า ในเดือนธันวาคม 2556 นี้ มีเขื่อนขนาดใหญ่ถูกสร้างเสร็จแล้วคือ เขื่อนเสี่ยวหวาน และเขื่อนนั่วจาตู้ เขื่อนทั้งสองแห่งนี้ มีศักยภาพในการเก็บกักน้ำรวมกันมากถึง 9,850 ล้านลูกบาศก์เมตร

ดังนั้นสิ่งที่ควรตั้งคำถามหรือต้องออกมาชี้แจงคือ หากรวมกับเขื่อนต่าง ๆ ที่สร้างเสร็จแล้วในจีน เขื่อนทั้งหมดมีการเก็บกักน้ำและบริหารจัดการน้ำอย่างไรบ้าง แต่ MRC กลับตัดตอนสรุปไปว่าเกิดจากสาเหตุทางธรรมชาติเท่านั้น

ภาพผลกระทบจากน้ำโขงขึ้นฉับพลัน เดือนธันวาคม 2556

ความเสียหายของระบบสูบน้ำประปาชุมชน ต.บุ่งคล้า อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ 27 ธันวาคม 2556
ภาพโดย นายนิชล ผลจันทร์
ภาพชุด ความเสียหายต่อการเกษตรริมโขง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม 22-23 ธันวาคม 2556
ภาพ: มนตรี จันทวงศ์
ภาพชุด ความเสียหายต่อการเกษตรริมโขง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม 22-23 ธันวาคม 2556
ภาพ: มนตรี จันทวงศ์

จากวัฏจักรน้ำน้อยตามธรรมชาติในฤดูแล้ง สู่ “ท่วมหน้าแล้ง” ในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง

เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน เป็นช่วงฤดูแล้งของแม่น้ำโขง อันเป็นวัฏจักรธรรมชาติ แต่เมื่อปี 2257 เขื่อนจินหงได้ถอนรากฤดูกาลของแม่น้ำโขงใหม่ ด้วยการระบายน้ำสู่ประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง โดยระหว่างปี 2557 ถึง ปี 2562 ได้ระบายน้ำออกมาเป็นจำนวนมากสลับกับการชะลอการระบายน้ำเป็นช่วง ๆ เกิดเป็นความแปรปรวนของระดับน้ำที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 4 เดือนแรกของทุกปี เมื่อเทียบกับการไหลโดยเฉลี่ยของแม่น้ำโขงก่อนการสร้างเขื่อนม่านวาน ช่วงปี 2526-2534 นั้น จะพบว่า ระดับน้ำโขงที่ปล่อยจากเขื่อนจินหง มีปริมาณมากกว่า 2 เท่า หรือมีค่าเฉลี่ยประมาณ 2.98 เมตร ในระยะเวลา 4 เดือนของทั้ง 6 ปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยระดับน้ำโขงช่วง 4 เดือนแรกของปี 2526-2534 มีค่าคงที่เท่ากับ 1.19 เมตรเท่านั้น ดังที่แสดงในภาพกราฟที่ 3

ภาพกราฟที่ 3 แสดงการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำโขงที่สถานีเชียงแสน เดือนมกราคมถึงเมษายน ปี 2557-2562 และค่าเฉลี่ยปี 2526-2534 (ก่อนการสร้างเขื่อนในจีน)

การระบายน้ำของเขื่อนจินหงในลักษณะเช่นนี้ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในฤดูแล้งตลอดระยะเวลา 4 เดือนของทุกปี สร้างความเสียหายและผลกระทบต่าง ๆ จากภาวะระดับน้ำผิดฤดูกาล ดังเช่นในกรณีของปี 2562 ได้แก่

  • ระดับน้ำโขงซึ่งเพิ่มระดับในระหว่างวันที่ 5-11 มกราคม 2562 มีระดับสูงถึง 2.05 เมตรที่สถานีวัดระดับน้ำเชียงแสน ได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อการปลูกพืชริมโขง ซึ่งอยู่ในช่วงต้นฤดูเพาะปลูก ส่งผลให้พืชผักที่อยู่ในระดับน้ำท่วมถึง ได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมด และภายหลังจากน้ำลดแล้ว ชาวบ้านก็ไม่มั่นใจที่จะลงทุนปลูกใหม่ในพื้นที่ริมตลิ่งเดิม เพราะเกรงว่าน้ำโขงจะขึ้นมาอีก

ภาพเปรียบเทียบระดับน้ำที่แก่งคุดคู้ อ.เชียงคาน จ.เลย ระหว่าง 30 มกราคม 2552 และ 13 มีนาคม 2557  

30 มกราคม 2552 ภาพ: มนตรี จันทวงศ์
13 มีนาคม 2557 ภาพ: มนตรี จันทวงศ์

ภาพเปรียบเทียบระดับน้ำที่หาดสลึง อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี ปี 2552 , 2562 และ 2563

เมษายน 2552 ภาพ: มนตรี จันทวงศ์
30 มีนาคม 2562 ภาพ: ปารินทร์ พรมอารักษ์
7 มกราคม 2563 ภาพ: มนตรี จันทวงศ์
  • ระดับน้ำโขงที่ขึ้นมาในระหว่างวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ถึง 30 มีนาคม 2562 ซึ่งเพิ่มระดับขึ้นมา 1.93 เมตร ที่สถานีวัดระดับน้ำเชียงแสน นับเป็นการเพิ่มระดับน้ำที่ยาวนานถึง 48 วัน ส่งผลให้หาดทรายและเกาะแก่ง ทั้งระดับบนและระดับล่างตลอดแนวริมแม่น้ำโขง ต้องจมอยู่ใต้น้ำตลอดเวลา ส่งผลกระทบโดยตรงแหล่งท่องเที่ยวในระดับท้องถิ่น สร้างความสูญเสียต่อระบบเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นที่ไม่อาจประเมินค่าได้
  • ระดับน้ำโขงได้ลดลงในช่วงเวลาสั้น ๆ ระหว่างวันที่ 7-11 เดือนเมษายน 2562 อันเนื่องมาจากเขื่อนในจีนได้ลดการปล่อยน้ำ โดยอ้างว่าเพื่อสนับสนุนเทศกาลสงกรานต์ของประชาชนท้ายน้ำ แต่ก็ไม่อาจฟื้นฟูสภาพหาดทรายและเกาะแก่งธรรมชาติให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นให้กลับมาเป็นเช่นเดิม นอกจากนี้ ในช่วงเวลานี้ของหลายปีที่ผ่านมา ทางการจีนได้ลดการระบายน้ำจากเขื่อนจินหง โดยให้เหตุผลในเรื่องการบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า ดังเช่นที่เคยแจ้งไว้ในเดือนเมษายน 2561[5]

การระบายน้ำจากเขื่อนจิงหง มณฑลยูนนาน ของจีน  ในปริมาณที่ผันผวนและมากผิดปกติในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายนนั้น ส่งผลให้เกิดผลกระทบในภาพรวมคือ น้ำท่วมพืชผลทางการเกษตร, ปลากระชังชะงักการเติบโต, หาดทรายและแก่งหิน อันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของทุก ๆ จังหวัด ต่างจมอยู่ใต้น้ำโขง เช่น แก่งผาได อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย, แก่งคุดคู้ จ.เลย, พันโขดแสนไคร้ และหาดจอมมณี จ.หนองคาย, แก่งอาฮง และหาดบุ่งคล้า จ.บึงกาฬ, หาดพระกลางทุ่ง จ.นครพนม, แก่งกะเบา จ.มุกดาหาร, แก่งหินขัน จ.อำนาจเจริญ, หาดปากแซง หาดสลึง และสามพันโบก จ.อุบลราชธานี เป็นต้น ซึ่งสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจและรายได้ของชุมชนในระดับท้องถิ่น โดยไม่สามารถประเมินค่าได้

ภาพ ต้นไคร้ทยอยตายลงเป็นจำนวนมากตั้งแต่กลางปี 2562ในแม่น้ำโขง บริเวณแก่งจันทร์ บ้านหาดคัมภีร์ ต.หาดคัมภีร์ อ.ปากชม จ.เลย

17 ธันวาคม 2563 ภาพ: The Mekong Butterfly
4 มีนาคม 2564 ภาพ: The Mekong Butterfly

ภาพ ต้นไคร้ทยอยตายลงเป็นจำนวนมากตั้งแต่กลางปี 2562 ในแม่น้ำโขง บริเวณพันโขดแสนไคร้ บ้านหนอง ต.บ้านม่วง อ.สังคม จ.เลย

3 มีนาคม 2564 ภาพ: The Mekong Butterfly
3 มีนาคม 2564 ภาพ: The Mekong Butterfly

2562-2564 ท่วมสลับแล้ง แปรปรวนสุดขั้วตลอดปี

เขื่อนจินหง ได้แสดงศักยภาพในการควบคุมการระบายน้ำโขง โดยในช่วงหน้าแล้งของปี 2563-2564 ระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน ระดับน้ำโขงแห้งลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำคงที่เพียง 2.11 เมตร เมื่อเทียบกับหลายปีก่อนหน้านี้ที่เขื่อนจินหงระบายน้ำมากจนท่วมในฤดูแล้ง มีค่าเฉลี่ยระดับน้ำคงที่สูงถึง 2.98 เมตร (เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระดับน้ำคงที่ของปี 2526-2534 ซึ่งเท่ากับ 2.11 เมตร) ดังที่แสดงในภาพกราฟที่ 4

ภาพกราฟที่ 4 แสดงค่าเฉลี่ยของระดับที่เพิ่มขึ้นและลดลง จากการระบายน้ำของเขื่อนจินหง ระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน ปี 2563-64 กับค่าเฉลี่ยปี 2526-2534 และ 2557-2562

ถึงแม้เขื่อนจินหงจะระบายน้ำน้อยลงกว่าครึ่ง แต่ยังคงความแปรปรวนของระดับน้ำโขงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังระบบนิเวศ วงจรชีวิตของปลา พืช และสัตว์ชนิดต่าง ๆ เช่น นกอพยพ ที่อาศัยในระบบนิเวศแม่น้ำโขงช่วงฤดูแล้ง

การลดการระบายน้ำในเดือนมกราคมปี 2563 และ 2564 นั้น มีพฤติการณ์ที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง กล่าวคือ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาแจ้งลดการระบายน้ำแล้ว แต่จีนยังคงลดการระบายน้ำต่อไปอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

  • ในวันที่ 23 มกราคม 2563 นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปพบ นายหวังอี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจีน เพื่อหารือในเรื่องภัยแล้งของแม่น้ำโขงตอนล่าง ซึ่งได้ข้อสรุปว่า จีนจะระบายน้ำเพิ่มขึ้นจำนวน 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในวันที่ 24 มกราคม 2563 เป็นต้นไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ จีนได้ลดการระบายน้ำไปก่อนหน้านี้แล้ว 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ดังนั้นเมื่อแจ้งว่าเพิ่มการระบายน้ำในอัตราเดียวกัน จึงไม่ได้เป็นการเพิ่มที่แท้จริง นี่เป็นการเล่นกลทางตัวเลขของจีนเท่านั้น  
  • ขณะที่ในปี 2564 ระหว่างวันที่ 5-24 มกราคม จีนแจ้งลดการระบายน้ำ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาที่แจ้ง จีนยังคงไม่ระบายน้ำจากเขื่อนจินหงเช่นเดิม อันเป็นพฤติกรรมซ้ำรอยเดิมกับต้นปี 2563

อย่างไรก็ตาม ในทางตรงกันข้ามเขื่อนจินหงได้ระบายน้ำในอัตราที่ต่ำมากในฤดูฝนมาตั้งแต่ปี 2562 และต่อเนื่องช่วงฤดูฝนของปี 2563 ด้วยเช่นกัน ซึ่งคำนวณเป็นค่าเฉลี่ยอัตราการระบายน้ำของเขื่อนจินหง ในปี 2562 และ 2563 เท่ากับ 889 และ 987 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีตามลำดับเท่านั้น ดังแสดงในภาพกราฟที่ 5

ภาพกราฟที่ 5 แสดงอัตราการระบายน้ำของเขื่อนจินหง ปี 2563-2564

การเก็บกักน้ำของเขื่อนทั้งหมดในจีน แล้วระบายน้ำออกมาในอัตราต่ำกว่าช่วงฤดูแล้งตามธรรมชาติผ่านเขื่อนจินหง ส่งผลให้ไม่เกิดสภาพน้ำหลากในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง และเกิดสภาพน้ำโขงแล้งในฤดูฝน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องหลายประการ ได้แก่ ผลกระทบต่อการอพยพของปลาเข้าสู่ลำน้ำสาขาเพื่อการผสมพันธุ์วางไข่ (ระดับน้ำโขงต่ำกว่าน้ำสาขาจนปลาไม่อาจว่ายเข้าไปวางไข่ได้), สภาพการอพยพของปลาที่ผิดธรรมชาติ โดยมีไข่ที่ไม่สมบูรณ์ รวมถึงการมีไข่ผิดฤดู, ต้นไม้น้ำตามธรรมชาติในแม่น้ำโขง เช่น ต้นไคร้น้ำ ต้นลำแซง ตายลงเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นแหล่งอาหาร แหล่งวางไข่ และที่อนุบาลตัวอ่อนของปลาและสัตว์น้ำ, ปริมาณน้ำที่ปล่อยลงมาน้อย ทำให้มีตะกอนน้อยลงตามไปด้วย ส่งผลต่อเนื่องไปยังความสมบูรณ์ของพื้นที่เกษตรริมแม่น้ำโขง, การสูญเสียพื้นที่เกษตรริมตลิ่ง เนื่องจากน้ำโขงไม่หลากท่วมเป็นเวลานานพอ ที่จะทำให้วัชพืชต่าง ๆ เน่าตายได้ตามวัฏจักรของน้ำหลาก รวมถึงตลิ่งทรุดจากการสูญเสียตะกอน, ปรากฏการณ์น้ำโขงใส เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน และติดตามด้วยการแพร่ระบาดของสาหร่ายแม่น้ำโขง (ปรากฏการณ์นี้ มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกับการเปิดทำการของเขื่อนไซยะบุรี ในเดือนตุลาคม 2562 ด้วยเช่นกัน)

ภาพรังนกแอ่นทุ่งเล็ก ที่วางไข่บนลานหินเมื่อน้ำโขงลด เมื่อเขื่อนจินหงระบายน้ำมาผิดธรรมชาติ จึงท่วมพื้นที่วางไข่นกทั้งหมด, อ.ปากชม จ.เลย

4 มีนาคม 2564 ภาพ: The Mekong Butterfly
4 มีนาคม 2564 ภาพ: The Mekong Butterfly
น้ำโขงท่วมพื้นที่วางไข่นก 5 เมษายน 2564 ภาพ: อภิสิทธิ์ สุนทราวิรัตน์

ภาพไก หรือสาหร่ายแม่น้ำโขง ชาวบ้านในเขต อ.เชียงของ จ.เชียงราย สามารถเก็บเพื่อบริโภคและเป็นรายได้ที่สำคัญในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม แต่ความแปรปรวนของน้ำโขงจากเขื่อนจินหง ส่งผลกระทบต่อการเกิดไกในแม่น้ำโขง และรายได้ของชุมชน

6 กุมภาพันธ์ 2564 ภาพ: The Mekong Butterfly
6 กุมภาพันธ์ 2564 ภาพ: The Mekong Butterfly

ภาพต้นและดอกพลับพลึงธาร ซึ่งจะออกดอกในฤดูแล้งที่น้ำโขงลดระดับแล้วตามธรรมชาติ แต่เมื่อระดับน้ำโขงแปรปรวนท่วมต้นพลับพลึงธารในฤดูกาลนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก จะทำให้ต้นพลับพลึงธารเกิดความอ่อนแอและตายลงได้ในที่สุด

พลับพลึงธารบริเวณหนองปลาบึก อ.สังคม จ.หนองคาย 5 มีนาคม 2564
ภาพ: The Mekong Butterfly
พลับพลึงธารบริเวณคกไผ่ อ.ปากชม จ.เลย 3 มีนาคม 2564
ภาพ: The Mekong Butterfly

ภาพ ระดับน้ำโขงที่แปรปรวนจากเขื่อนจินหง กระตุ้นให้ปลาเริ่มผสมพันธุ์วางไข่ และเป็นตัวอ่อน อาศัยอยู่ตามหนองน้ำ หากระดับน้ำโขงลดลงและหนองน้ำแห้ง ลูกปลาเหล่านี้ที่ติดในหนองจะตายไปในที่สุด

5 มีนาคม 2564  ภาพ: The Mekong Butterfly
5 มีนาคม 2564  ภาพ: The Mekong Butterfly

หยุด/ชะลอการระบายน้ำ ด้วยเหตุผลความมั่นคงของระบบสายส่งไฟฟ้าของเขื่อนจินหง ที่ไม่มีอยู่จริง

ตั้งแต่เขื่อนจินหงเริ่มเปิดดำเนินงานตั้งแต่ปี 2552 นั้น นอกจากการระบายน้ำมากและน้อยผิดปกติ และความแปรปรวนที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา โดยไม่ได้แจ้งเหตุผลใด ๆ ตั้งแต่ช่วงปี 2553-2560 แล้ว เมื่อเข้าสู่ปี 2561 เขื่อนจินหง ได้เริ่มแจ้งการลดการระบายน้ำด้วยเหตุผลของ การดูแลและซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้าและสายส่งไฟฟ้า มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการแจ้งเป็นทางการมายัง MRC ในปี 2561, 2562, 2563 และ 2564 จำนวน 1, 3, 1 และ 1 ครั้งตามลำดับ และในปี 2562 ได้แจ้งการลดการระบายน้ำในช่วง 11-17 เมษายน 2562 ด้วยเหตุผลเพื่อส่งเสริมประเพณีท้องถิ่นในช่วงสงกรานต์ของชนกลุ่มน้อยไต ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว ที่จีนให้เหตุผลการลดการระบายน้ำตราบจนถึงปี 2564

การแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการ การระบายน้ำของเขื่อนจินหง สู่ลุ่มน้ำโขงตอนล่าง เรียงตามช่วงเวลาดังนี้

  1. วันที่ 9-17 เมษายน 2561 เขื่อนจินหงจะลดการระบายน้ำจาก 1,500 เหลือ 1,200-1,000 ลูกบาศก์เมตร/วินาที[6] เพื่อความมั่นคงของระบบโครงข่ายไฟฟ้า
  2. วันที่ 11-17 เมษายน 2562  เขื่อนจินหงจะลดการระบายน้ำจาก 2,000-3,000 เหลือ 1,500-1,600 ลูกบาศก์เมตร/วินาที[7] เพื่อส่งเสริมประเพณีท้องถิ่นในช่วงสงกรานต์ของกลุ่มชนกลุ่มน้อยไต
  3. วันที่ 5-19 กรกฎาคม 2562 เขื่อนจินหงจะลดการระบายน้ำจาก 1,050-1,250 เหลือ 504-800 ลูกบาศก์เมตร/วินาที[8] เพื่อการดูแลและซ่อมบำรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้า
  4. วันที่ 11-15 สิงหาคม 2562 เขื่อนจินหงจะลดการระบายน้ำจาก 1,100 เหลือ 600-800 ลูกบาศก์เมตร/วินาที[9] เพื่อการดูแลและซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้าและสายส่งไฟฟ้า
  5. วันที่ 27-31 ธันวาคม 2562 และ 1-4 มกราคม 2563 เขื่อนจินหง ปรับการระบายน้ำจาก 1,200-1,400 เหลือ 800-1,000 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ระหว่างวันที่ 1-3 มกราคม และ 504-800 ในวันที่ 4 มกราคม 2563[10] เพื่อทดสอบอุปกรณ์ของสถานีไฟฟ้า
  6. วันที่ 5-24 มกราคม 2564 เขื่อนจินหง ปรับการระบายน้ำเหลือ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อย่างไรก็ตามเขื่อนจินหงได้ปรับการระบายน้ำตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2563 ที่ระดับ 1,410 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เหลือ 786 ลูกบาศก์เมตร/วินาทีในวันที่ 1 มกราคม 2564 และปรับการระบายในระดับ 786 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ระหว่างวันที่ 1-4 มกราคม 2564[11] เพื่อการดูแลและซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้าและสายส่งไฟฟ้า

เนื่องจากข้อมูลการระบายน้ำของเขื่อนจินหงไม่มีการเปิดเผยมาก่อนหน้านี้ และข้อมูลไม่สมบูรณ์ในปี 2562 ในบทความนี้จึงใช้ข้อมูลระดับน้ำที่สถานีเชียงแสน (ซึ่งตั้งอยู่ท้ายน้ำ ห่างลงมามีระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร) เป็นดัชนีชี้วัดการระบายน้ำของเขื่อนจินหงแทน  ตามภาพกราฟที่ 6

ภาพกราฟที่ 6 แสดงระดับน้ำโขงที่สถานีเชียงแสนปี 2561-2564 ที่มีการแจ้งเตือนการระบายน้ำของเขื่อนจินหง

เมื่อมองในภาพรวมของการระบายน้ำตลอดทั้งปี ของปี 2561-2564 ของเขื่อนจินหง โดยดูจากกราฟระดับน้ำพบข้อเท็จจริงของรูปแบบการระบายน้ำใน 2 ประเด็น คือ

  1. เขื่อนจินหง มีการระบายน้ำเพิ่ม/ลด อยู่ตลอดทั้งปีโดยไม่มีการแจ้งเตือน และหลายครั้งก็มีการเพิ่ม/ลดการระบายน้ำรุนแรงมากกว่าการแจ้งเตือนที่เป็นทางการ โดยจีนไม่เคยให้เหตุผลใด ๆ
  2. การลดการระบายน้ำในเดือนมกราคมปี 2563 และ 2564 นั้น มีพฤติกรรมที่เหมือนกัน กล่าวคือ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาแจ้งลดการระบายน้ำเพื่อให้มีการระบายน้ำเพิ่มเช่นเดิมนั้น แต่ปรากฏว่าในภายหลังจีนยังคงลดการระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น เหตุผลที่จีนอ้างการลดการระบายน้ำของเขื่อนจินหง ในเรื่องการซ่อมบำรุงโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า ซึ่งต่อเนื่องถึง 5 ครั้ง ในระยะเวลาเพียง 34 เดือน กับเขื่อนจินหงที่สร้างเสร็จมาเพียง 10 ปีเท่านั้น จึงเป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามว่าเป็นเหตุผลที่มีอยู่จริงหรือไม่ เนื่องจากจีนไม่เคยเผยแพร่ภาพการซ่อมบำรุงแม้แต่ครั้งเดียว ขณะที่ MRC และรัฐบาลประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างทั้ง 4 ประเทศ ก็ไม่สามารถแสดงหลักฐานที่เป็นวิทยาศาสตร์ให้แก่ประชาชนของตนเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีการซ่อมบำรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าในจีนจริง ๆ มากไปกว่ากระดาษเปื้อนหมึกจากจีนเพียงแผ่นเดียว

สรุป

การขโมยน้ำโขงของเขื่อนจีนจะยังคงดำเนินต่อไป ความเห็นแก่ตัวและอาการหน้าไหว้หลังหลอกของจีนจะยังคงดำเนินต่อไป ตราบเท่าที่รัฐบาลประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างกับ MRC ได้กระทำตัวเป็นเพียง กลุ่มคนเห็นแก่ตัวอีกกลุ่มหนึ่ง ที่คล้องแขนกันร่วม ทำเขื่อนบนหลังคน ฉกฉวยความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำโขงออกไปจากประชาชนและระบบนิเวศ และแสดงอาการหน้าไหว้หลังหลอกต่อประชาชนในประเทศของตนเอง ผ่านวาทะกรรม “การพัฒนาเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำอย่างยั่งยืน” พร้อม ๆ กับการสร้างคัมภีร์ “รายงานการศึกษาการบริหารจัดการและการพัฒนาที่ยั่งยืนของแม่น้ำโขง รวมทั้งการศึกษาผลกระทบของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขงสายประธาน” (The Council Study) ที่พุ่งเป้าไปที่การสร้างเขื่อนทั้งหมดบนแม่น้ำโขงสายประธานตอนล่างภายในปี 2583 (หรือปี 2040) และหลอกล่อประชาชนของตน ให้ติดกับดักการแบ่งปันตัวเลขผลประโยชน์ที่ 19% จากเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขงสายประธาน นี่จึงนับเป็นเรื่องโกหกพกลมหน้าไหว้หลังหลอกที่สมบูรณ์แบบเท่าที่รัฐบาลแม่น้ำโขง MRC และประเทศผู้บริจาคทั้งหมด จะสรรหามาในศตวรรษนี้.

———————————-


[1] https://www.mymekong.org/document/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%82%e0%b8%82%e0%b8%87-2/?fbclid=IwAR01Qt8Iv3AcnzUJxZ26mNFUbB8OqRmCF5VGjYBS8tS6XVykpr3dkbWrEhA

[2] https://www.mrcmekong.org/news-and-events/news/china-ready-to-share-data-on-mekong-water-levels-ahead-of-regional-river-summit/

[3] หนังสือ นิเวศ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ลุ่มน้ำโขง จากแก่งคุดคู้ถึงผาชัน ในกระแสการเปลี่ยนแปลง โดย มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ, มูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต, เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน, พฤษภาคม 2558

[4] https://www.mrcmekong.org/news-and-events/news/sudden-peak-in-water-levels-caused-by-unusually-high-rainfall/

[5] http://www.mrcmekong.org/news-and-events/news/press-release-mrc-escir-3/

[6] https://www.mrcmekong.org/news-and-events/news/press-release-mrc-escir-3/

[7] https://www.mrcmekong.org/news-and-events/news/water-flow-in-jinghong-of-china-to-decrease-but-without-significant-impact-downstream/

[8] http://www.mrcmekong.org/news-and-events/news/water-flow-from-chinas-jinghong-station-to-fluctuate-but-no-major-impact-is-expected/

[9] https://www.mrcmekong.org/news-and-events/news/water-flow-from-chinas-jinghong-dam-to-decrease/

[10] https://www.mrcmekong.org/news-and-events/news/mekong-water-levels-to-drop-due-to-dam-equipment-testing-in-china/

[11] https://www.mrcmekong.org/news-and-events/news/pr001-06102021/

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s