เรียบเรียงโดย ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร

แผนที่แสดงสถานที่สำคัญต่าง ๆ บริเวณชายแดนไทย – เมียนมา แม่น้ำสาละวิน, เครดิตภาพโดย Mymekong.org

รวมระยะเวลากว่าสองเดือนแล้วที่ประชาชนผู้อพยพหนีภัยการสู้รบจากรัฐกะเหรี่ยงและบางส่วนของรัฐคะเรนนี ในประเทศเมียนมา ต้องระหกระเหินเดินทางรอนแรมผ่านป่าเขา ชะง่อนผา ข้ามลำน้ำ พลัดพรากจากถิ่นที่อยู่ของตน รวมไปถึงในค่ายผู้อพยพอิตุท่าที่เปรียบได้กับชุมชนขนาดใหญ่ที่หลายคนเติบโตและใช้ชีวิตแม้ไม่ได้สมัครใจหลังจากที่ต้องหนีภัยสงครามการสู้รบกองทัพพม่าและกองกำลังปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Liberation Army: KNLA) กว่าเกือบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา หลังจากค่ายและสำนักงานใหญ่คือ มาเนอปลอว์ ของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงถูกตีแตก หลายคนอาจต้องหนีมาตลอดชีวิตเพื่ออิสรภาพในระยะยาว รวมแล้วมากกว่า 70 ปี นับจากประเทศพม่าประกาศอิสรภาพ ปลดแอกจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งแม้พม่าจะมีเอกราช แต่นั่นเป็นสัญญาณของความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ กับกองทัพพม่าที่ต้องการปลดแอกจากการพยายามกระชับอำนาจ รวมทุกกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพม่าด้วยการใช้อำนาจทางการทหารอันดิบเถื่อน   

รายงานฉบับย่อนี้เป็นการสรุปสถานการณ์การหนีภัยสงครามการสู้รบของประชาชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงจากประเทศเมียนมา ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม เป็นต้นมา จนถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 ซึ่งอาจไม่ได้เรียงลำดับเหตุการณ์อย่างชัดเจน แต่เป็นการนำเสนอตามรายประเด็นที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันการสับสนในลำดับเวลาและเหตุการณ์ต่าง ๆ ในช่วงท้ายของรายงานได้มีการใส่ลำดับเหตุการณ์สำคัญสรุปสั้น ๆ ไว้แล้ว

การอพยพระลอกใหม่: การต่อสู้เพื่อทวงคืนประชาธิปไตยและเอกราชในดินแดนของตนหลังรัฐประหาร

เรื่องราวการอพยพหนีภัยสงครามครั้งใหม่ในระลอกนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่ประชาชนชาวเมียนมาผู้รักประชาธิปไตยและกองกำลังชาติพันธุ์หลายกลุ่มได้ร่วมกันแสดงจุดยืนปกป้องประชาชนอย่างชัดเจน พร้อมเดินหน้าทวงคืนประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพที่ถูกยึดไปจากการทำรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนของคณะรัฐประหารเมียนมาที่นำโดยกองทัพพม่าหรือทัตมาดอว์ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา การมุ่งหมายปราบปรามผู้มีความเห็นต่างและกลุ่มคนที่ต้องการเพียงอิสรภาพบนผืนแผ่นดินของตน จึงเริ่มขึ้นอีกครั้งอย่างเป็นทางการหลังจากที่กองกำลังชาติพันธุ์หลายฝ่ายมีการลงนามในสัญญาหยุดยิงทั่วประเทศในปี 2558 และการลงนามในสัญญาหยุดยิงแบบทวิภาคีไปก่อนหน้านี้ในปี 2555 แม้จะมีการลงนามในสัญญาหยุดยิงแล้ว แต่การขยายพื้นที่ทางการทหารด้วยการตั้งฐานและค่ายทหารของกองทัพพม่ากลับเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง นี่ทำให้เกิดความตึงเครียดและความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจของคนกะเหรี่ยงกับการกระทำของกองทัพพม่ามากขึ้น

ก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนธันวาคมของปีที่แล้ว ชาวบ้านในรัฐกะเหรี่ยงก็ได้ออกมาเดินขบวนประท้วง รวมถึงกองกำลังปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) เองก็ออกแถลงการณ์ไปยังกองทัพพม่าให้ถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับใด ๆ กลับมา มากไปกว่านั้นเหตุการณ์การสู้รบหลังรัฐประหารในรัฐกะเหรี่ยงเริ่มส่อเค้ารุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อกองทัพพม่าเริ่มยกระดับการโจมตีเข้ามาในเขตจังหวัดมือตรอ และเกิดการปะทะกันระหว่างกองทัพพม่าและ KNLA อยู่เป็นระยะ โดยทาง KNLA ได้ดำเนินการกระชับพื้นที่ปิดกั้นเส้นทางต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ทางกองทัพพม่าสามารถลำเลียงเสบียงได้ โดยเมื่อวันที่ 21 มีนาคม กองพลที่ 5 KNLA ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านความพยายามในการส่งเสบียงและข้าวสาร จำนวน 700 กระสอบ ที่ทางประชาชนหมู่บ้านสามแลบพบเห็นว่าตั้งอยู่ริมแม่น้ำสาละวินก่อนหน้านี้ ไปยังฐานทัพพม่าที่อยู่ฝั่งตรงข้ามจากฝั่งชายแดนไทย ความตึงเครียดของทั้งสองฝ่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ปฏิบัติการทางทหารเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะ จนในเวลาต่อมาทาง KNLA ก็สามารถบุกยึดฐานทีมูท่าของกองทัพพม่าที่อยู่ในเขตของรัฐกะเหรี่ยงได้ในวันที่ 27 มีนาคม             

วันที่ 27 มีนาคม 2564 อันเป็นวันเฉลิมฉลองการสถาปนากองทัพพม่าหรือทัตมาดอว์ ซึ่งทางการไทยเองก็ส่งตัวแทนกองทัพเข้าร่วมพิธีสวนสนามที่จัดขึ้นด้วย กองทัพพม่าได้แสดงแสนยานุภาพให้ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก และบรรดาประเทศผู้ส่งตัวแทนเข้าร่วมพิธีสวนสนามดังกล่าว ด้วยการเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศกับกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) กองทัพพม่าโจมตีด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิด และการโจมตีด้วยปืนครก ที่ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ฐานทัพของกองทัพกะเหรี่ยง กองกำลังปลดปล่อยปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยงโดยตรง แต่กลับมุ่งเน้นไปยังพื้นที่ที่มีประชาชนทั่วไปอาศัยอยู่  เช่น ค่ายผู้ลี้ภัยสงครามในประเทศอย่างค่ายอิตุท่า และหมู่บ้านต่าง ๆ ในเมืองเดปูโน่ว จังหวัดมือตรอ ซึ่งบริเวณเหล่านี้มีประชาชนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากอย่างกระจัดกระจาย โดยการโจมตีของกองทัพพม่าต่อพื้นที่ดังกล่าวนั้นได้ทำให้สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ เสียหายอย่างหนัก บ้านเรือนและโรงเรียนถูกถล่มจนยากแก่การฟื้นฟูซ่อมแซม ชาวบ้านต้องหลบหนีออกจากหมู่บ้านในบริเวณนั้นนับแต่ช่วงค่ำของวันที่ 27 มีนาคม แต่การโจมตีครั้งใหญ่ในวันที่ 27 มีนาคม ไม่ได้ส่งผลแต่เพียงความเสียหายต่อสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังทำให้มีประชาชนเสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บ 10 ราย อีกทั้งในช่วงตีหนึ่งของวันนั้นก็ยังมีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอี 2 ราย บาดเจ็บอีก 1 ราย นับเป็นคืนที่โหดร้ายสำหรับประชาชนชาวกะเหรี่ยงผู้บริสุทธิ์ในมือตรอ

รายงานของเครือข่ายสนับสนุนสันติภาพกะเหรี่ยง (Karen Peace Support Network: KPSN) ได้สรุปจำนวนตัวเลขผู้หนีภัยสงคราม โดยระบุว่าตลอดสี่วันนับแต่วันที่ 27 – 31 มีนาคมของปฏิบัติการทางทหารของกองทัพพม่าในครั้งนี้ได้ส่งผลให้ประชาชนชาวกะเหรี่ยง ในจังหวัดมือตรอ รวมแล้วกว่า 5,500 คน จาก 19 หมู่บ้าน ข้ามแม่น้ำสาละวินมายังฝั่งประเทศไทยในบริเวณพื้นที่อำเภอที่อยู่ติดชายแดนของจังหวัดแม่ฮ่องสอน  โดยอยู่เป็นกลุ่มตามที่ต่าง ๆ ริมฝั่งแม่น้ำ และตามป่าเขา และยังมีประชาชนราว 2,200 คน อยู่ในค่ายอพยพอิตุท่า รวมตัวเลขจนถึงช่วงวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่ามีประชาชนในจังหวัดมือตรอที่ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (รวมถึงคนที่ข้ามไปมาระหว่างชายแดนไทย – เมียนมา) จาก 3 เมือง ได้แก่ เมืองลูธอว์ (Luthaw) เมืองบูโธว์ (Butho) และเมืองดเวโล่ (Dwelo) ได้กลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายใน หลบหนีภัยสงครามอยู่  มากกว่า 70,000 คน ซึ่งนับเป็นประชากรในจังหวัดมือตรอกว่า 90% จากประชากรกว่า 80,000 คน 

สภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้หนีภัยสงคราม

ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่อพยพหนีภัยอยู่ตามลำน้ำสาละวินและเข้ามายังฝั่งประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเปราะบางในสังคม ประกอบด้วย ผู้หญิง บางรายมีครรภ์ทั้งท้องอ่อนและท้องแก่ เด็ก ผู้ป่วยและคนชรา รวมถึงผู้พิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ต้องอพยพหนีความตายไปหลบอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพร พวกเขาต้องหลบภัยตามถ้ำ ซอกหิน และชะง่อนผา รวมถึงสร้างขุดหลุมหลบภัยแบบชั่วคราวขึ้นในบางจุด หลายคนยังคงหลบหนีภัยอยู่ในเขตประเทศเมียนมา แต่หลายกว่าพันคนที่มีถิ่นฐานอยู่ใกล้กับเขตแดนประเทศไทยก็เห็นว่าแผ่นดินประเทศเพื่อนบ้านดูจะมีความปลอดภัยมากกว่า

พวกเขากระจัดกระจายกันอยู่ตามแนวลำน้ำสาละวิน ข้ามไปข้ามมาระหว่างสองฝั่ง และมีชีวิตอยู่อย่างหวาดหวั่นต่อการโจมตีของกองทัพพม่าที่โจมตีพื้นที่ในรัฐกะเหรี่ยงและรัฐคะเรนนีอย่างต่อเนื่องผ่านปฏิบัติการทางอากาศที่ใช้เวลาเพียงไม่นานโดรนลาดตระเวน/สอดแนม และเครื่องบินทิ้งระเบิดของกองทัพพม่า รวมถึงกระสุนปืนใหญ่จำนวนมากก็พร้อมที่จะตกกระทบพื้นที่เป้าหมาย คือ บ้านเรือนของผู้คน ไปจนถึงพื้นที่ทำการเกษตรของชาวบ้านได้ทุกเมื่อ เมื่อเหตุการณ์ยังไม่อาจสงบ

ชาวบ้านผู้หนีภัยสงครามกำลังแบกคนชราขณะหาที่หลบภัยตามริมน้ำสาละวิน, ภาพโดย ชาวบ้านสาละวิน

นอกจากนั้นการหลบหนีภัยการสู้รบ เอาชีวิตรอดและเดินทางข้ามแม่น้ำสาละวิน ไปมาระหว่างชุมชนของพวกเขาหรือพื้นที่หลบภัยริมรัฐกะเหรี่ยงกับฝั่งไทยนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย การเดินทางมาถึงริมฝั่งแม่น้ำ พวกเขาต้องอาศัยการแบกของ  เมื่อถึงฝั่งริมฝั่งแม่น้ำแล้วก็ต้องขึ้นเรือ มีน้ำมันเติมเรือ คำนวณจำนวนคนและข้าวของกับเรือต่อเที่ยว กว่าจะหมดทั้งกลุ่มก็หลายรอบ

การหนีร้อนมาพึ่งเย็นของประชาชนจากรัฐกะเหรี่ยงในครั้งนี้ประสบกับความยากลำบากอย่างยิ่ง การข้ามฝั่งแม่น้ำสาละวินโดยอาศัยพรมแดนรัฐชาติเป็นเกราะกำบัง คุ้มกันให้พวกเขาปลอดภัยนั้น ถูกปฏิเสธโดยรั้วของชาติประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งระหว่างรบหนีภัยการสู้รบในรัฐกะเหรี่ยงนั้น พวกเขาที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ผู้หญิงท้องแก่ใกล้คลอด เด็ก คนชรา ผู้พิการที่ไม่อาจพึ่งพาตัวเองได้ นอกจากนั้นแล้ว พวกเขาหลายคนต้องพลัดพรากจากครอบครัว ส่วนใหญ่ไม่ได้พกอาหารหรือของใช้จำเป็นมาด้วย เพราะไม่มีเวลาให้เก็บข้าวของมากนัก พวกเขาต้องเอาชีวิตรอดออกมาก่อนที่จะตระเตรียมทุกอย่างให้เสร็จสรรพ บางคนเดินทางรอนแรมมาด้วยบาดแผลฉกรรจ์ที่ได้จากการถูกลูกหลงจากการทิ้งระเบิด มีแผลทั้งจากสะเก็ดระเบิดและไฟคลอก  จนต้องเข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลของทางฝั่งไทยในจังหวัดแม่ฮ่องสอน แต่เมื่อรักษาเสร็จก็ต้องกลับเข้าสู่วังวนเดิม คือต้องหนีกลับไปกลับมา

มากไปกว่าห่ากระสุน ลูกระเบิด รวมถึงเสียงเครื่องบินและโดรนตรวจการที่บินไปมาเหนือพื้นที่รัฐกะเหรี่ยงที่เป็นภัยคุกคามจากสงครามแล้ว บรรดาผู้หนีภัยสงครามยังต้องเผชิญกับสภาวะความยากลำบากในช่วงฤดูฝน ห่าฝนที่โหมกระหน่ำในช่วงมรสุมนี้ทำให้การดำรงชีวิตในป่าตามยถากรรมเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น เพราะพวกเขาต้องเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บ  โดยเฉพาะไข้มาลาเรีย ซึ่งมีรายงานว่ามีผู้หนีภัยหลายคนติดไข้มาลาเรียแล้ว และยังเผชิญโรคอื่น ๆ ที่มากับน้ำอย่างท้องร่วง ท้องเสีย อยู่ตลอดเวลา เพราะไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ พวกเขาต้องอาศัยการกรองน้ำจากลำธารและลำน้ำแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้กรวด หิน ดิน ทราย กับผ้าขาวบางมาช่วยกรอง เพื่อทำให้น้ำสามารถดื่มและนำมาประกอบอาหารจนสะอาดพอจะบริโภคได้

ชาวบ้านผู้หนีภัยสงครามกำลังเดินทางข้ามลำธารแห่งหนึ่ง, ภาพโดย ชาวบ้านสาละวิน

โดยปกติแล้วในช่วงหน้าฝน ตามวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงแล้ว ฤดูกาลนี้ พวกเขาจะต้องเริ่มเตรียมพื้นที่ เตรียมดินเพื่อเพาะปลูกข้าว ลงเมล็ดในพื้นที่ของตน เพื่อสร้างอาหารไว้บริโภคตลอดทั้งปี แต่ในยามนี้พวกเขาไม่อาจกลับเข้าไปยังพื้นที่การเกษตรของตนได้โดยง่าย ซึ่งนั่นส่งผลให้เกิดการขาดแคลนอาหารในชุมชนในระยะยาว พวกเขาจึงต้องหวังพึ่งสิ่งของบริจาคอันมาจากธารน้ำใจของประชาชนคนไทยทั้งคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงที่เป็นเหมือนญาติพี่น้องของพวกเขา คนเมียนมาเชื้อสายอื่น ๆ ในเข้ามาทำงานในไทย รวมถึงประชาชนคนไทยที่พร้อมจะช่วยเหลือ แต่ของบริจาคและของใช้จำเป็นเหล่านี้ก็กลับติดปัญหาระบบราชการที่ยุ่งยากซับซ้อน ไปจนถึงไม่อนุญาตให้นำสิ่งของบริจาคเข้าพื้นที่แรกรับและที่พักพิงแต่อย่างใด  

สำหรับการเดินทางแต่ละครั้งเพื่อหลบหนีการถูกโจมตี ผู้หนีภัยสงครามในแต่ละชุมชนต้องช่วยกันดูแลผู้คนที่เปราะบางเป็นพิเศษ ในชุมชนที่เผชิญกับสงครามมาหลายทศวรรษนั้น มีผู้พิการทางกาย ผู้พิการทางสมอง อีกทั้งยังมีผู้ป่วยมาลาเรีย ผู้ป่วยอื่น ๆ หญิงท้องแก่ใกล้คลอด แม่ลูกอ่อน คนชราที่บางรายอายุร่วมร้อยและไม่สามารถกระทั่งเดินได้เร็วนัก หรือมีภาวะสมองเสื่อมไม่สามารถดูแลตนเองได้ดีด้วย  เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หลังจากการอพยพครั้งแรกในระลอกนี้ผ่านมากว่าสองเดือน แม้จะมีการจัดตั้งพื้นที่แรกรับและที่หลบภัยชั่วคราวแล้ว แต่ก็มีรายงานว่าหญิงชราวัยร่วมร้อยปีรายหนึ่ง ได้เสียชีวิตระหว่างหลบหนีภัยสงคราม ร่างกายของเธออ่อนเพลียโรยราเกินกว่าจะไปต่อไหว

รายงานของ KPSN ได้มีการระบุเพิ่มเติมว่านับแต่ปฏิบัติการทางอากาศของกองทัพพม่าในระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 1 เมษายน  มีประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตจากการปฏิบัติการทางทหารแล้วกว่า 16 ราย และได้รับบาดเจ็บ รวม 12 ราย อย่างไรก็ตาม นอกจากการเสียชีวิตโดยตรงจากอาวุธสงคราม ยังมีผู้เสียชีวิตจากผลพวงของสงครามและการพลัดถิ่นอีกไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด  ทั้งนี้ เนื่องจากความหิวโหย ความป่วยไข้ที่ไม่ได้รับการเยียวยารักษาหรือดูแลอย่างเหมาะสม ร่างกายที่อ่อนแอจากการขาดอาหาร ความต้องการที่พักพิงที่ปลอดภัย การพักผ่อนขณะอยู่ในความเครียด รวมถึงความยากลำบากของการใช้ชีวิตตากแดดตากฝนอยู่เกือบตลอดเวลา นอกจากรายงานข่าวของสื่อมวลชนถึงหญิงท้องแก่ที่เสียชีวิตระหว่างทางขอมาคลอดที่โรงพยาบาลฝั่งไทยแล้ว ล่าสุด ยังเด็กพิการที่เสียชีวิตระหว่างการหนีภัยมาประเทศไทยอีก 1 ราย  และคาดว่ายังมีที่ไม่ทราบอีกจำนวนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ผู้หนีภัยสงครามต้องการพื้นที่พักพิงที่ปลอดภัยรวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะสิ่งของบริจาคหรือของใช้จำเป็นจากภายนอกอยู่มาก เช่น อาหารแห้ง อาหารสด ชองใช้สำหรับเด็กและผู้หญิง ยารักษาโรค เครื่องกรองน้ำแบบพกพา อุปกรณ์ประกอบอาหาร หมอน มุ้ง ผ้าใบกันฝน และอื่น ๆ ซึ่งนี่เป็นความต้องการเพื่อความอยู่รอดในเบื้องต้น เพราะท้ายที่สุดแล้วพวกเขายืนยันชัดเจนว่าเขายังคงต้องการกลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบในบ้านเมืองของตน มากกว่าจะอยู่ที่นี่ระยะยาวโดยไม่กลับไปดังที่หน่วยงานฝ่ายความมั่นคงและรัฐไทยกล่าวหา

ภาพสภาพความเป็นอยู่ของผู้หนีภัยสงคราม, ภาพโดย ชาวบ้านสาละวินและสำนักข่าวชายขอบ

การปะทะและการสู้รบในรัฐกะเหรี่ยง

แม้คณะรัฐประหารเมียนมาประกาศหยุดยิงฝ่ายเดียว เป็นเวลาหนึ่งเดือน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาลตะจาน หรือ เทศกาลสงกรานต์ แต่ในความเป็นจริงพบว่ามีปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกองทัพพม่าอยู่เป็นระยะ และเริ่มมีการโจมตีอย่างหนักในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากที่กองพลที่ 5 ของกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยงสามารถเข้ายึดฐานซอแลท่าของทหารพม่าตรงข้ามหมู่บ้านแม่สามแลบซึ่งอยู่ทางฝั่งไทยได้ ปฏิบัติการเอาคืนและป้องกันฐานทัพที่เหลือของทหารพม่าขนานใหญ่จึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง   

ในเวลาต่อมาแม้การโจมตีทางอากาศอย่างหนักในช่วงปลายเดือนเมษายนจะห่างหายไปด้วยเหตุที่กองทัพพม่าหันไปให้ความสำคัญกับรัฐกะฉิ่น และรัฐชิน แต่ปฏิบัติการทางทหารของกองทัพพม่าภาคพื้นดิน ในจังหวัดมื่อตรอก็ยังมีอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะเมื่อกองทัพพม่าเรียกกำลังเสริมจากทหารกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (Border Guard Force: BGF) 500 นาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงที่มีความขัดแย้งกับสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงเข้ามาในเขตจังหวัดตะโถ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองพลที่ 1 ของ KNLA ต่อเนื่องถึงจังหวัดมื่อตรอซึ่งมีอาณาเขตติดกัน

ศูนย์ข้อมูลชาวกะเหรี่ยง (Karen Information Center: KIC) และ KPSN ระบุเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ให้ข้อมูลสรุปการสู้รบ นับแต่วันที่ 27 มีนาคม เป็นต้นมา โดยระบุว่ามีปฏิบัติการโจมตีทางอากาศจากทางฝั่งทหารพม่าเกิดขึ้น ด้วยการวิธีการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดและการกราดยิงจากที่สูง รวมแล้วกว่า  27 ครั้ง โดยมีการทิ้งระเบิด จำนวน 47 ลูก มีการปะทะกันระหว่างกองกำลังทหารสองฝ่ายรวม 407 ครั้ง และยิงปืนใหญ่เข้าชุมชน จำนวน  575 ครั้ง  นอกจากบ้านเรือน โรงเรียน โรงพยาบาลจะเสียหายแล้ว ยังมีพลเรือนชีวิต14 คน บาดเจ็บ 28 คน อย่างไรก็ตาม นี่ไม่นับรวมประชาชนโดยเฉพาะผู้อพยพ

การปะทะกันอย่างหนักในภาคพื้นดินของทั้งสองฝ่ายเริ่มลุกลามเข้ามายังชายแดนฝั่งประเทศไทยมากขึ้น ในวันที่ 20  พฤษภาคม มีสถานการณ์การสู้รบระหว่างทหารพม่ากับกองกำลังปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) เกิดขึ้นบริเวณฐานดากวิน ตรงข้ามบ้านท่าตาฝั่ง ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน การสู้รบในครั้งนี้มีกระสุนไม่ทราบฝ่ายที่ข้ามมาตกยังฝั่งไทย จำนวน 3 นัด บริเวณพื้นที่ป่าทางทิศเหนือของบ้านท่าตาฝั่ง ทั้งนี้ไม่มีประชาชนและทรัพย์สินของประชาชนได้รับผลกระทบจากกระสุนดังกล่าว โดยหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 7 ที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่บริเวณนั้นได้ดำเนินการอพยพประชาชนชาวไทยที่อยู่บริเวณนั้นและได้ทำหนังสือประท้วงผ่านคณะกรรมการชายแดนท้องถิ่น ไทย-พม่า (The Border Consortium: TBC) และในเวลาต่อมาทางฝ่ายทหารไทยก็ได้ชักธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา ประกาศแสดงเจตจำนงปกป้องแผ่นดินไทย  

22 พฤษภาคม ในช่วงเช้าได้เกิดการปะทะกันระหว่างทหารพม่ากับกองกำลัง KNLA บริเวณฐานปฏิบัติการดากวิน ฝั่งตรงข้ามบ้านท่าตาฝั่งอีกครั้ง โดยทหารพม่าได้ใช้ปืนเล็กยาว ปืนกลในการป้องกันฐาน และได้ยิงเครื่องยิงลูกระเบิด (ไม่ทราบชนิด) จำนวน 8 นัด ไปยังเป้าหมายลึกเข้าไปในฝั่งพม่า ประมาณ 1 กิโลเมตร ส่งผลให้จนถึงขณะนี้เหตุการณ์การสู้รบในภาคพื้นดินยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ผู้หนีภัยสงครามเองก็ยังคงหวาดระแวงและไม่กล้ากลับบ้าน แม้จะถูกผลักดันกลับและหลบภัยอยู่ใกล้ลำน้ำสาละวิน

 การจัดการเรื่องผู้หนีภัย – ภาครัฐไทยว่าอย่างไร

เจ้าหน้าฝ่ายความมั่นคงไทยกำลังตรวจค้นสิ่งของและดำเนินการผลักดันผู้หนีภัยสงครามกลับ, ภาพโดย

เพียงไม่กี่วันที่ทางผู้หนีภัยสงครามหลายพันคนทยอยอพยพเข้ามาในบริเวณฝั่งแม่น้ำสาละวิน ประชาชนที่ข้ามมายังฝั่งไทย ซึ่งพวกเขาหวังจะได้รับการคุ้มครองผ่านอาณาบริเวณเขตแดนของไทยพวกเขาก็ต้องบกับความผิดหวัง เมื่อพบว่าในความเป็นจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้น 2 วันหลังการอพยพข้ามฝั่งเพื่อหนีภัยชั่วคราว ในวันที่ 29 มีนาคม ทหารไทยพยายามผลักดันประชาชนผู้หนีภัยสงครามกลับไปยังฝั่งรัฐกะเหรี่ยง แม้ว่าทางทหารจะบอกว่าเป็นการเจรจาให้เหตุผลหรือเป็นการ”ทำความเข้าใจ” ให้กลับไปมากกว่าที่จะใช้กำลังผลักดันก็ตาม แต่ตามหลักการไม่ผลักดันกลับไปพบกับอันตราย (Non – Refoulement) อันเป็นไปตามกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศแล้ว ถือว่าเป็นการกระทำที่ละเลยต่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างยิ่ง ซึ่งปฏิบัติการผลักดันกลับนี้เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 29 – 31 มีนาคม ซึ่งนอกจากความพยายามในการผลักดันกลับแล้ว ทางฝ่ายความมั่นคงก็วางกำลังสกัดกั้นทุกช่องทาง มีการวางแนวลวดหนามตามริมฝั่งแม่น้ำสาละวินด้วย

จากการแถลงข่าวของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องชี้ว่า รัฐไทยเกรงว่าการรับผู้ลี้ภัยจะก่อให้เกิดปัญหาการแพร่กระจายโควิด 19 และปัญหาความสัมพันธ์กับประเทศพม่า  อีกทั้งยังเกรงว่าผู้ลี้ภัยเหล่านี้จะตกค้างอยู่นานดังเช่นคนในศูนย์พักพิงฯ 9 แห่ง ที่มีอยู่เดิมจึงต้องการให้ผู้ลี้ภัยใหม่อยู่เฉพาะภายใต้การควบคุมของกองทัพเพื่อที่จะผลักดันออกไปให้เร็วที่สุด โดยมิให้สื่อมวลชน องค์กรมนุษยธรรม องค์การระหว่างประเทศ ประชาชนไทยรวมถึงหน่วยงานรัฐอื่นได้เข้าถึง เป็นการผูกขาดการปฏิบัติการและการตัดสินใจไว้ที่หน่วยงานความมั่นคงแต่เพียงผู้เดียว แม้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาทางภาคประชาสังคมจะออกแถลงการณ์ให้มีการผ่องถ่ายอำนาจและภารกิจไปให้หน่วยงานฝ่ายปกครองที่มีประสบการณ์การบริหารจัดการเรื่องผู้หนีภัยสงครามอย่างกระทรวงมหาดไทยมาก่อนก็ตาม เพื่อนำไปสู่การเปิดช่องทางการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ให้องค์กรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสำนักงานข้างหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR และภาคประชาสังคมเข้ามาช่วยเหลือและสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมร่วมกัน

ในภายหลังที่มีการอพยพครั้งที่ 2 หลังจากที่ฐานซอแลท่า (หรือในอีกชื่อหนึ่งคือแม่ราท่า) ของทหารพม่าถูกตีแตกและยึดโดยกองพลที่ 5 ของ KNLA ส่งผลให้เกิดคลื่นผู้อพยพหนีภัยสงครามอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากผู้หนีภัยสงครามจำนวนมากมีประสบการณ์การถูกผลักดันกลับโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของไทยจากการอพยพหนีภัยในครั้งก่อนทำให้พวกเขาหลายคนตัดสินใจไม่ข้ามแม่สาละวินไปหลบภัยยังฝั่งไทย แต่เลือกที่จะหลบภัยอยู่ตามป่าเขาและเพิงผาใกล้แม่น้ำสาละวิน แต่ก็มีจำนวนนับพันคน (ในเวลาต่อมาพบว่ามีกว่า 3,000 คน) ที่ตัดสินใจข้ามแม่น้ำสาละวินมาหลบภัยยังฝั่งไทยเช่นคราวก่อน การรับมือของฝ่ายความมั่นคงไทยก็ยังไม่ต่างจากเดิมนัก แม้ตอนแรกเจ้าหน้าที่จะอนุญาตให้เข้ามาหลบภัยตามพื้นที่แรกรับหรือพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวตามจุดต่าง ๆ ใน อ. แม่สะเรียง แต่ก็ยังมีข่าวคราวการผลักดันกลับอย่างต่อเนื่องโดยให้เหตุผลว่าไม่มีการสู้รบและการโจมตีทางอากาศทางฝั่งรัฐกะเหรี่ยงแล้ว ขณะที่ทางผู้หนีภัยสงครามเองก็ขอร้องทางเจ้าหน้าที่เพื่อขอพื้นที่ปลอดภัยจนกว่าจะสงบมาโดยตลอดก็ตาม  

ปริศนาของตัวเลขผู้หนีภัยสงคราม และการข่าวที่น่าพิศวง

จำนวนตัวเลขผู้หนีภัยสงครามที่ถูกต้องนับเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากต่อการวางแผนเพื่อให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมให้ตรงจุด และตรงตามความต้องการของผู้หนีภัยสงครามเอง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลตัวเลขที่ถูกส่งออกและมีต้นทางมาจากหน่วยงานความมั่นคงและถูกส่งผ่านมายังหน่วยงานระดับจังหวัด และกระทรวงการต่างประเทศนั้น หลายครั้งมักสวนทางกับจำนวนผู้หนีภัยสงครามของอีกด้านที่ประชาชนแถบชายแดนสาละวินและภาคประชาสังคม ตัวอย่างเช่นในช่วงการอพยพหนีภัยครั้งแรก ข้อมูลจากภาคประชาสังคมระบุว่าทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงดำเนินการผลักดันกลับอย่างต่อเนื่อง แต่ทางฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศกลับแถลงว่าไม่มีนโยบายในการผลักดันลี้ภัย ยืนยันว่าจะดูแลตามหลักสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรม โดยการเดินทางกลับนั้น เป็นการเดินทางด้วยความสมัครใจ  

และในช่วงของการอพยพครั้งที่ 2 หลังจาก KNLA สามารถยึดฐานซอแลท่าของทหารพม่าได้สำเร็จและทางกองทัพพม่าเปิดการโจมตีทางอากาศและภาคพื้นดินโดยสนธิกับกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) ในการโจมตีพื้นที่รัฐกะเหรี่ยงมากขึ้น อันส่งผลให้ประชาชนชาวกะเหรี่ยงนับพันคนต้องอพยพข้ามฝั่งมาหลบภัยยังฝั่งไทยอีกครั้งนั้น ภาครัฐไทยโดยศูนย์สั่งการชายแดนไทย – เมียนมา ด้าน จ. แม่ฮ่องสอน ได้มีการรายงานว่าตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน ได้มีชาวเมียนมาที่หนีภัยความไม่สงบมาหลบภัยอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว และได้มีการอพยพเข้ามาเพิ่ม (12 พฤษภาคม) เนื่องจากมีความหวั่นเกรงการที่ทหารพม่าเคลื่อนย้ายกำลังจาก อ. บอลาแคะ มายัง อ.ผาซอง รัฐคะเรนนี ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของบ้านจอปราคี ต. แม่สะเรียง อ. แม่สะเรียง จ. แม่ฮ่องสอน นั้นทางแหล่งข่าวได้พื้นที่และสื่อมวลชนบางสำนักกลับชี้แจงข้อเท็จจริงในส่วนนี้ว่าแท้จริงแล้วผู้หนีภัยสงครามกลุ่มนี้มีส่วนที่เข้ามาในตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม – ต้นเมษายน หลังจากที่มีการปฏิบัติการทางอากาศในวันที่ 27 – 28 มีนาคม แล้ว แต่ไม่ถูกนับหรือได้รับการรายงานตั้งแต่ต้น    

ข้อมูลตัวเลขที่ไม่ชัดเจนนี้ ทำให้เกิดความสับสนต่อข้อเท็จจริงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อีกทั้งความไม่โปร่งใส การจงใจปิดกั้นสื่อมวลชนไม่ให้เข้าถึงพื้นที่ที่มีผู้หนีภัยสงครามหลบซ่อนการสู้รบอยู่อย่างตรงไปตรงมาของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงก็ยิ่งทำให้.ไม่อาจระบุจำนวนและสถานที่หลบภัยที่ชัดเจนของผู้หนีภัยสงครามได้ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อการรับรู้ข้อเท็จจริงของประชาชนในวงกว้าง อีกทั้งไม่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้

สายธารน้ำใจประชาชนที่ถูกสกัดกั้นด้วยระบบราชการไทย: การให้ความช่วยเหลือกลายเป็นอาชญากรรม

ทันที่ที่มีข่าวคราวการโจมตีทางอากาศของกองทัพพม่าในวันที่ 27 มีนาคม กลุ่ม องค์กรพัฒนาเอกชน และภาคประชาสังคม รวมถึงประชาชนไทย ได้มีการแสดงออกถึงความประสงค์ที่จะช่วยเหลือผู้หนีภัยสงครามในหลายรูปแบบ นับตั้งแต่มีการระดมทุนผ่านการเปิดบัญชีเพื่อนำเงินบริจาคไปซื้อของใช้จำเป็น เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง ที่นอน หมอน มุ้ง ของใช้สำหรับเด็ก ยารักษาโรค ผ้าใบกันฝน และอื่น ๆ รวมไปถึงของสดเพื่อไปมอบให้กับผู้หนีภัยสงครามที่กระจัดกระจายเป็นจุด ๆ อยู่ตามลำน้ำสาละวินทั้งที่ข้ามมาฝั่งไทยและฝั่งรัฐกะเหรี่ยงผ่านองค์กรภาคประชาสังคมและเครือข่ายประชาชนชาวกะเหรี่ยงที่เปิดรับของบริจาคและนำของไปกระจายต่อให้ถึงมือซึ่งส่วนใหญ่มีที่ตั้งอยู่ใน จ. แม่ฮ่องสอน เช่น กลุ่มกะเหรี่ยงไทย (KTG) เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำสาละวิน มูลนิธิสถานะบุคคล ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและเยาวชน และอื่น ๆ ที่พอจะหาช่องทางในการส่งของไปถึงมือผู้หนีภัยสงครามได้บ้าง ซึ่งเป็นช่องทางที่พวกเขาเรียกว่าผิดกฎหมาย เนื่องจากระบบราชการและการจัดการชายแดนเพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในครั้งนี้นั้นถูกผูกขาดโดยหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงเพียงไม่กี่หน่วยงาน การกระทำของภาคประชาสังคมและประชาชนชาวไทยที่ต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์จึงถูกทำให้กลายเป็นอาชญากรรมไปโดยรัฐ พวกเขาต้องหาช่องทางที่พวกเขาในฐานะญาติพี่น้องร่วมวัฒนธรรมและภาษาเดียวกันกับผู้หนีภัยสงครามต้องหาช่องทางไปส่งของบริจาคและติดตามสถานการณ์ของผู้หนีภัยสงครามให้ได้ไปด้วยในคราวเดียวกัน นอกจากช่องทางที่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ แล้ว ช่องทางหนึ่งที่พอจะเป็นไปได้คือการใช้ช่องทางศุลกากรในการนำ “สินค้า” ซึ่งเป็นของบริจาคไปส่งให้กับผู้หนีภัยสงครามตามลำน้ำสาละวิน ทั้งในฝั่งรัฐกะเหรี่ยงและไทย   

วันที่ 5 เมษายน ฝ่ายกองทัพไทยได้เริ่มอนุญาตให้มีการขนส่งของทางเรือไปยังผู้หนีภัยสงครามในประเทศ ณ ค่ายอีตู่ท่า และจุต่าง ๆ ริมน้ำสาละวินที่พวกเขาหลบภัยอยู่ในรัฐกะเหรี่ยง แต่ก็มีข้อกำหนดว่าการบริจาคสิ่งของต่าง ๆ จะต้องผ่านสำนักงานกาชาดแม่ฮ่องสอนและกิ่งกาชาด อ.แม่สะเรียง อ. ขุนยวม หรือ อ.ปาย โดยทางเจ้าหน้าที่ทหารจะเป็นผู้นำส่งมอบ แต่ถึงกระนั้น การประชาสัมพันธ์ของภาครัฐที่ไม่ทั่วถึงและไม่ชัดเจนก็ได้ทำให้ประชาชนหลายราย และหลายรถขนของบริจาคทั้งของแห้งและของสดไม่สามารถส่งของโดยตรงถึงมือผู้หนีภัยสงครามได้ อีกทั้งไม่สามารถนำของบริจาคไว้ ณ ด่านตรวจของทหารพรานหรือในหมู่บ้านแม่สามแลบได้  นอกจากนั้นแล้วในภายหลังยังพบว่าอาหารแห้งและสิ่งของบริจาคจำนวนมากยังคงติดค้างอยู่ที่กิ่งกาชาด อ. แม่สะเรียง และกิ่งกาชาดที่อื่นตามประกาศของทางหน่วยงานความมั่นคง ภาคประชาสังคมในพื้นที่สะท้อนว่ากลไกนี้ค่อนข้างเชื่องช้าและไม่สามารถช่วยเหลือผู้หนีภัยสงครามได้ทันท่วงที  

การลำเลียงของบริจาคเป็นไปได้ยากกว่าเดิม โดยเฉพาะในการลำเลียงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางลำน้ำสาละวิน แม้ว่าทางการจังหวัดแม่ฮ่องสอนจะประกาศเปิดจุดผ่อนปรนทางการค้า 5 จุด ซึ่งถูกปิดมาตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด เนื่องจากในช่วงวันที่ 17, 20 และ 22 เมษายน มีรายงานว่าทหารพม่าในบริเวณฐานดากวิน ซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้านท่าตาฝั่ง อ. สบเมย ได้ยิงสกัดเรือของชาวบ้านแม่สามแลบที่ขนส่งสินค้าเพื่อเรียกตรวจสินค้า ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่มีกฎระเบียบให้ต้องแวะจอดเพื่อให้ทหารพม่าตรวจสอบแต่อย่างใด และมีรายงานการยิงสกัดอีกครั้งหลังจากนั้นเพียงสามวัน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการยิงเรือชาวบ้านแม่สามแลบที่ลำเลียงตำรวจตระเวนชายแดน กองร้อยที่ 337 จำนวน 4 นาย โดยเรือบรรทุกเจ้าหน้าที่ดังกล่าวก็ต้องจอดเรือให้ทหารพม่าตรวจสอบ การไม่ตอบโต้กลับของหน่วยความมั่นคงไทยในครั้งนี้ถูกตั้งคำถามอย่างมากจากสื่อมวลชนและประชาชนไทยถึงหน้าที่ในการปกป้องชายแดนและอำนาจอธิปไตยของกองทัพ

นอกจากการระดมสิ่งของจำเป็นและการหาหนทางในการลำเลียงสิ่งของไปให้กับผู้หนีภัยสงครามแล้ว กลุ่ม องค์กรภาคประชาสังคม ยังได้ร่วมกันผลักดันเชิงนโยบายและแสดงจุดยืนเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทย รวมถึงอาเซียนแสดงจุดยืนยืนเคียงข้างประชาชนชาวเมียนมาที่กำลังถูกคณะรัฐประหารเมียนมาประหัตประหาร เข่นฆ่า และทำสงครามกับประชาชนอย่างหนัก รวมถึงเรียกร้องให้มีมาตรการช่วยเหลือผู้หนีภัยสงครามจากประเทศเมียนมาที่เข้ามายังในส่วนของประเทศไทยด้วย ซึ่งก็ได้มีการออกแถลงการณ์หลายครั้ง โดยเมื่อวันที่ 5 เมษายน มูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน และเครือข่ายภาคประชาสังคมกว่า 62 ออกแถลงการณ์โดยมีข้อเรียกร้อง 5 ข้อ ดังนี้

1. รัฐจะต้องไม่ปฏิเสธการขอเข้าลี้ภัย หน่วยงานความมั่นคงจะต้องเปิดให้ผู้หนีภัยสงครามและการประหัตประหารซึ่งมีเหตุแห่งการลี้ภัยชัดเจนตามรายงานข่าว ให้เข้าพักหลบภัยในประเทศไทยตามหลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวที่รัฐจัดไว้ ตามที่ได้มีการแถลงข่าวแก่สื่อมวลชนไว้ก่อนหน้า

2. เมื่อหน่วยงานความมั่นคงเปิดรับให้ผู้ลี้ภัยเข้าสู่พื้นที่พักพิงฯแล้ว ก็จะต้องมอบความรับผิดชอบในการจัดการดูแลให้ความคุ้มครองแก่กระทรวงมหาดไทยระดับอำเภอ และจังหวัด ซึ่งจะได้ประสานกับหน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่นให้มีบทบาทนำในด้านงานควบคุมโรค และองค์กรมนุษยธรรมซึ่งมีประสบการณ์และความพร้อมในด้านงบประมาณให้ดำเนินการสนับสนุน

3. รัฐจะต้องไม่ปิดกั้น หากควรอำนวยความสะดวกให้แก่ภาคประชาชนไทยที่ประสงค์จะช่วยเหลือผู้ลี้ภัย การสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างภาคประชาชนของทั้งสองประเทศ คือการส่งเสริมความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

4. ในกรณีที่มีการหลั่งไหลเข้ามาของกลุ่มผู้ลี้ภัยจากพื้นที่ที่เชื่อได้ว่าจะมีผู้หลบหนีการประหัตประหารจากในเมืองรวมอยู่ด้วย รัฐควรอนุญาตให้สำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) สามารถเข้าถึงผู้ลี้ภัยกลุ่มดังกล่าว และสามารถใช้กลไกคณะกรรมการพิจารณาคัดกรองผู้ได้รับความคุ้มครอง ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศอันเป็นภูมิลำเนาได้ พ.ศ. 2562 เพื่อคัดกรองผู้ที่ต้องการความคุ้มครองเป็นการเฉพาะ เนื่องจากบุคคลเหล่านี้อาจยังไม่สามารถกลับคืนถิ่นฐานพร้อมกับชาวบ้านที่อยู่ในชุมชนชายแดนได้

5. การตัดสินใจที่จะอำนวยความสะดวกให้ผู้ลี้ภัยกลุ่มใดหรือบุคคลใดกลับคืนถิ่นฐาน จะต้องเป็นบทบาทร่วมของหน่วยงานที่ให้ความคุ้มครองดูแลผู้ลี้ภัย มิใช่บทบาทของฝ่ายความมั่นคงแต่เพียงฝ่ายเดียว

การอพยพครั้งที่ 2 ในระลอกนี้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง หลังจากกองพลที่ 5 ของกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยงเริ่มเปิดปฏิบัติการบุกโจมตียึดฐานทหารพม่า ค่ายซอแลท่า ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย ในช่วงเช้ามืดราว ๆ ตีห้าของวันที่ 27 เมษายน ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้สิ้นสุดลงในช่วงประมาณ 7 โมงเช้า ซึ่งนับเป็นการยึดฐานและพื้นที่นี้คืนของฝ่ายสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงที่ถูกยึดมาเกือบ 3 ทศวรรษ อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ในครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการอพยพชาวบ้านแม่สามแลบ โดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ติดแม่น้ำสาละวินกว่าเกือบ 450 คน ซึ่งประกอบไปด้วยประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์และศาสนาต่าง ๆ เช่น ชาวกะเหรี่ยง ชาวไทใหญ่ และชาวมุสลิม ต้องอพยพเข้าไปหลบภัยยังโรงเรียนห้วยแม่กองก้าด ซึ่งอยู่ถัดเข้าไปในแผ่นดินจากหมู่บ้านแม่สามแลบราว 7 กิโลเมตร ซึ่งมีหน่วยความมั่นคงอย่างกองทหารพรานที่ 36 เป็นผู้คุ้มกัน และในเวลาต่อมาก็ได้มีหน่วยงานด้านการปกครอง เช่น อบต. แม่สามแลบ และหน่วยงานสาธารณสุข รวมถึงองค์กรการกุศลและภาคประชาสังคมในพื้นที่เข้าให้ความช่วยเหลือและดูแลอำนวยความสะดวกจัดหาของใช้จำเป็นในเบื้องต้น แต่ในอีกสองถึงสามวันถัดมา พวกเขาก็เริ่มทยอยกันกลับเข้าไปในหมู่บ้านแม่สามแลบเนื่องจากเหตุการณ์ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำสาละวิน บริเวณค่ายซอแลท่าเริ่มสงบ และกองกำลังกะเหรี่ยงสามารถยึดฐานดังกล่าวและชักธงชาติกะเหรี่ยงขึ้นสู่ยอดเสาได้สำเร็จ แม้ว่าจะยังมีการโจมตีทางอากาศและการปะทะกันในบริเวณฐานดากวินอย่างต่อเนื่อง

“โรงเรียนบ้านห้วยกองก้าด” ถูกใช้เป็นพื้นที่หลบภัยชั่วคราวสำหรับชาวบ้านแม่สามแลบ, ภาพโดย กลุ่มเพื่อนต่อต้านเผด็จการ (FAD)
องค์กรภาคประชาสังคมนำของแห้งและของสดบางส่วนมามอบให้กับชาวบ้านแม่สามแลบ ณ โรงเรียนบ้านห้วยกองก้าด, ภาพโดย กลุ่มเพื่อนต่อต้านเผด็จการ (FAD)
สถานที่พักพิงของชาวมุสลิม บริเวณโรงเรียนบ้านห้วยกองก้าด, ภาพโดย สำนักข่าวประชาไท

อย่างไรก็ตาม แม้กองทัพกะเหรี่ยงจะสามารถเคลียร์พื้นที่และยึดฐานซอแลท่า ประกาศชัยชนะได้สำเร็จ แต่นั่นก็นำมาซึ่งการอพยพครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 ในระลอกนี้ของชาวกะเหรี่ยงในจังหวัดมือตรออีกครั้งหลังจากที่เดินทางกลับไปยังรัฐกะเหรี่ยงเกือบหมดเมื่อวันที่ 22 เมษายน เนื่องจากกองทัพพม่าเปิดปฏิบัติการเอาคืนโดยการใช้การโจมตีทางอากาศในจังหวัดมือตรออีกครั้ง โดยโจมตีอย่างหนักในบริเวณรอบฐานดากวิน ซึ่งอยู่ตรงข้าม ใกล้กับบ้านท่าตาฝั่ง จ. แม่ฮ่องสอน จนชาวบ้านได้ยินและเห็นถึงเครื่องบินรบของทางกองทัพพม่าที่บินเข้าใกล้ชายแดนอย่างชัดเจน   

โดยการอพยพในครั้งนี้มีชาวกะเหรี่ยงเดินทางข้ามแม่น้ำมาหลบภัยนับแต่ช่วงเย็นวันที่ 27 เมษายน จนถึงตลอดทั้งวันของวันที่ 28 เมษายน มากกว่า 3,000 คน อีกทั้งชาวบ้านฝั่งไทยบริเวณบ้านท่าฝั่งก็ต้องอพยพหนีภัยเข้าไปในแผ่นดินไปหลบอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งมีหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงช่วยให้การคุ้มครอง

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้หนีภัยสงคราม ณ วันที่ 27 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยการแถลงของศูนย์สั่งการชายแดนไทย – เมียนมา ด้าน จ. แม่ฮ่องสอน ระบุว่า ขณะนี้มีผู้หนีภัยสงครามอยู่ในฝั่งประเทศไทยตามพื้นที่แรกรับหรือศูนย์หลบภัยทั้ง 4 แห่ง รวมกัน จำนวน 1,039 คน โดยแบ่งเป็น 1) พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว บริเวณห้วยมะระ ต. แม่คง อ. แม่สะเรียง จำนวน 186 คน 2) พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว บริเวณห้วยจอกลอ ต. แม่คง อ. แม่สะเรียง จำนวน 77 คน 3) พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว บริเวณห้วยโกเกร๊ะ ต. แม่คง อ. แม่สะเรียง จำนวน 746 คน 4) พื้นที่ปลอดภัยขั่วคราว บริเวณบ้านเสาหิน ต. เสาหิน อ. แม่สะเรียง จำนวน 30 คน ส่วนประชาชนชาวไทยที่ต้องหนีภัยสงคราม โดยเฉพาะในบริเวณบ้านท่าตาฝั่งและใกล้เคียง ซึ่งถูกแยกการจัดการออกจากผู้หนีภัยจากรัฐกะเหรี่ยง รวมแล้วประมาณ 221 คน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ตำบลรวบรวมพลเรือน 2 แห่ง ได้แก่ พื้นที่ห้วยกองกูด ต. แม่ยวม อ. แม่สะเรียง จำนวน 181 คน และพื้นที่ห้วยกองคำ ต. แม่ยวม อ. แม่สะเรียง จำนวน 4 คน

ในขณะนี้หลังจากที่มีการอพยพครั้งที่ 2 ไปจนถึงมีการจัดตั้งคณะทำงานระดับจังหวัดของแม่ฮ่องสอนแล้ว แต่ดูเหมือนว่าคำสั่งของศูนย์สั่งการชายแดนไทย – เมียนมา ด้าน จ. แม่ฮ่องสอน ที่ห้ามไม่ให้องค์กรหรือประชาชนนำสิ่งของบริจาคและของใช้จำเป็นไปให้ผู้หนีภัยสงครามโดยตรงหรือแม้กระทั่งให้องค์กรภาคประชาสังคมนำของบริจาคเหล่านั้นไปให้ถึงผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงก็ตาม ทั้งยังห้ามไม่ให้สื่อมวลชนเข้าไปทำข่าวในพื้นที่ โดยอ้างสถานการณ์การแพรร่ระบาดของโรคโควิด 19 ก็ยังคงมีอยู่

องค์กรระหว่างประเทศ และน้ำยาของอาเซียน

แม้จะการประชุมผู้นำอาเซียนนัดพิเศษ กรณีเมียนมา ไปเมื่อวันที่ 24 เมษายน โดยที่ประชุมมีฉันทาติร่วม 5 ข้อ ออกมา อันประกอบด้วย

  1. จะต้องยุติความรุนแรงในเมียนมาโดยทันที และทุกฝ่ายต้องใช้ความอดทนอดกลั้น
  2. กระบวนการเจรจาของทุกฝ่ายต้องเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีโดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
  3. ทูตพิเศษของประธานอาเซียนจะทำหน้าที่ประสานงาน อำนวยความสะดวก เพื่อให้เกิดการเจรจา โดยเลขาธิการอาเซียนจะให้การสนับสนุน
  4. อาเซียนจะให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่านศูนย์ประสานงานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอาเซียน (ASEAN Coordinating Centre for Humanitarian Assistance on Disaster Management: AHA)
  5. ทูตพิเศษและคณะทำงานจะเดินทางไปเมียนมาเพื่อพบปะกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ผ่านมากว่าหนึ่งเดือนเต็ม ดูเหมือนว่าฉันทามติทุกข้อจะไม่ได้ถูกนำไปใช้ในทางปฏิบัติแต่อย่างใด อีกทั้งมติทั้ง 5 ข้อ ดังกล่าว ก็เห็นได้ว่าไม่มีกรอบเวลาการดำเนินงานที่ชัดเจนว่าจะเริ่มดำเนินการได้เมื่อใด อีกทั้งไม่มีการทำงานที่ชัดเจน จนถึงในขณะนี้ก็ยังไม่มีแผนการทำงานใด ๆ ออกมาจากองค์กรที่ถูกมอบหมายในฉันทามติอย่าง AHA ที่มีหน้าที่ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในภูมิภาคแต่อย่างใด อีกทั้งพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย เองหลังจากที่ไปร่วมการประชุมและกลับมายังเมียนมาก็ให้สัมภาษณ์กับสื่อในทำนองว่าไม่พร้อมรับผู้แทนพิเศษจากอาเซียนจนกว่าจะเกิดความสงบในประเทศ อีกทั้งอาเซียนเองก็ยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะให้ใครเป็นผู้แทนฯ ซึ่งผู้แทนฯ นี้ก็ต้องได้รับการรับรองจากทางกองทัพพม่าหรือคณะรัฐประหาร   

อย่างไรก็ตาม ยังพอเห็นความพยายามเชิงรุกในส่วนขององค์กรระหว่างประเทศอยู่บ้าง โดย คัตสึโนริ โคอิเกะ หัวหน้าสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees: UNHCR) ได้เข้าพบสิธิชัย จินดาหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในฐานะประธานศูนย์สั่งการชายแดนไทย – เมียนมา ด้าน จ. แม่ฮ่องสอน เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม เพื่อประสานการเตรียมความพร้อมการดูแลผู้หนีภัยสงครามที่อยู่ในพื้นที่แรกรับหรือพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวของรัฐ โดยมีผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารราบที่ 7 ปลัด จ. แม่ฮ่องสอน ร่วมประชุมในการดูแลความปลอดภัยในชีวิต และด้านสาธารณสุขเบื้องต้น รวมทั้งอาหารและยารักษาโรค ซึ่งทางผู้ว่าราชการ จ. แม่ฮ่องสอนก็ได้มีการจัดพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวเพื่อรองรับผู้หนีภัยสงครามที่อพยพเข้ามาเป็นครั้งที่ 2 มากกว่าเกือบ 3,000 คน หลังจากที่มีการโจมตีทางอากาศอย่างหนักโดยรอบฐานดากวิน ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านท่าตาฝั่ง

อีกทั้งในวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นางคริสทีเนอ ชราเนอร์ บูร์เกเนอร์ (Mrs. Christine Schraner Burgener) ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติ กรณีเมียนมา ได้เข้าพบพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในเมียนมา พร้อมทั้งหารือเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้หนีภัยสงคราม โดยทางพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีไทยกล่าวว่า ไทยดำเนินการทุกวิถีทางอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้สถานการณ์ในเมียนมาคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ตลอดจนให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้หนีภัยสงคราม ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการส่งผู้หนีภัยสงครามกลับไปเมียนมาหากต้องเผชิญกับอันตราย โดยมีการตั้งศูนย์เพื่อรองรับผู้หนีภัยสงครามตามแนวชายแดนแล้ว

3 วัน หลังจากการมาเยือนของผู้แทนพิเศษ UN กรณีเมียนมา สิธิชัย จินดาหลวง ในฐานะผู้ว่าราชการ จ. แม่ฮ่องสอน ได้มีคำสั่งระดับจังหวัดตั้ง “คณะทำงาน ประสานงานดูแล ช่วยเหลือผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา จ. แม่ฮ่องสอน ขึ้นเพื่อเป็นการช่วยเหลือและดูแลผู้หนีภัยสงครามในพื้นที่  จ. แม่ฮ่องสอน” ให้เป็นไปตามหลักมนุษยธรรม ซึ่งมีปลัด จ. แม่ฮ่องสอนเป็นหัวหน้าคณะทำงาน โดยคณะทำงานดังกล่าวประกอบด้วยหน่วยงานด้านความมั่นคง เช่น หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 7 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 36  หน่วยงานฝ่ายปกครองหรือมหาดไทย หน่วยงานด้านสาธารณสุข องค์กรระหว่างประเทศอย่าง UNHCR และองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ซึ่งติดตามสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือผู้หนีภัยสงครามมาโดยตลอด รวมทั้งสิ้น 16 องค์กร ซึ่งดูจะมีความก้าวหน้ามากขึ้น เพราะหลายฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมและกำหนดทิศทาง แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่เห็นภาคปฏิบัติการที่ชัดเจนที่ออกมาจากคณะทำงานฯ นี้นัก เนื่องจากการปฏิบัติการในพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงค่อนข้างสวนทางกับสิ่งที่พัฒนาไปในเชิงนโยบาย แม้จะได้ระดับจังหวัดก็ตาม

เดินหน้าแก้ปัญหาร่วม ได้ผลหรือล้มเหลว

แม้จะมีการประกาศจัดตั้งคณะทำงานระดับจังหวัดฯ โดยคำสั่งผู้ว่าราชการ จ. แม่ฮ่องสอน ไปเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ที่มีองค์ประกอบของคณะทำงานที่ค่อนข้างก้าวหน้ากว่าที่ผ่านมา กล่าวคือ องค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่และหน่วยงานองค์การระหว่างประเทศอย่าง UNHCR เข้ามาร่วมด้วยแล้ว ช่องทางทางมนุษยธรรมก็ยังคงถูกปิดกั้น จุดผ่อนปรนสินค้า 5 จุด ที่ถูกปิดไปโดยคำสั่งของศูนย์สั่งการชายแดนไทย – เมียนมา ด้าน จ. แม่ฮ่องสอน ก็ยังไม่ถูกเปิดออกให้การขนส่งสิ่งของบริจาคเข้าถึงผู้หนีภัยสงครามโดยง่าย และเพียงสองวันหลังจากนั้น วันที่ 19 พ.ค. เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงยังคงเข้าไปในพื้นที่พักพิงหรือพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวที่มีผู้หนีภัยสงครามหลบภัยอยู่เพื่อปฏิบัติการ “ทำความเข้าใจ” ให้ผู้หนีภัยสงครามที่ข้ามมาจากแม่หนึท่าและราท่ากลับไปยังรัฐกะเหรี่ยงภายในวันที่ 24 พ.ค. ก่อนนัดแรกของการประชุมคณะทำงานระดับจังหวัดฯ นับเป็นปฏิบัติการที่ไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในลักษณะสะท้อนให้เห็นว่าการประสานงานและการทำงานร่วมกันในระดับนโยบายและระดับพื้นที่ที่ไม่สอดคล้องและขัดกันอย่างมาก

จนกระทั่งในเวลาต่อมาเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำสาละวินต้องออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ภาครัฐไม่ดำเนินการผลักดันผู้หนีภัยสงครามให้กลับไปโดยไม่สมัครใจ นายกรัฐมนตรีต้องสั่งการให้เปิดช่องทางการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ให้ฝ่ายความมั่นคงถ่ายโอนภารกิจในการช่วยเหลือมนุษยธรรมให้แก่ฝ่ายปกครองและภาคประชาสังคม รวมถึง UNHCR พร้อมทั้งเสนอให้ยกระดับไปถึงการจัดตั้งคณะทำงานระดับประเทศที่มีองค์ประกอบจากหลายฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาด้านมนุษยธรรม แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ เพิ่มเติม สถานการณ์ยังคงดูเหมือนวงลูปและย้อนเวลากลับไป ต้นทุนของไทยที่เคยมีในการจัดการชายแดนและองค์ความรู้ในการดูแลผู้หนีภัยสงครามในการค่ายอพยพที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็ไม่ถูกนำมาปรับใช้แต่อย่างใด รัฐไทยซึ่งมีพรมแดนติดกับเมียนมายาวกว่า 2,4000 กิโลเมตร ควรนำเอาองค์ความรู้และศักยภาพที่มีอยู่ในการดำเนินการศูนย์อพยพชั่วคราวกว่า 9 แห่ง กลับมาใช้ และควรนำหลักการมนุษยธรรมนำความมั่นคงมาใช้เป็นแกนหลักในการดำเนินการ   

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ

20 มีนาคม ชาวบ้านแม่สามแลบพบข้าวสารจำนวน 700 กระสอบ กองไว้บริเวณริมแม่น้ำสาละวิน หมู่บ้านแม่สามแลบ อ. สบเมย จ. แม่ฮ่องสอน

21 มีนาคม กองพลที่ 5 ของ KNLA ออกแถลงการณ์คัดค้านการส่งเสบียงและข้าวสาร จำนวน 700 กระสอบ จากฝั่งประเทศไทยบริเวณหมู่บ้านแม่สามแลบ ไปยังฐานทัพพม่า   

27 มีนาคม – วันสถาปานากองทัพพม่าหรือทัตมาดอว์ กองทัพพม่าเปิดปฏิบัติการทางอากาศในรัฐกะเหรี่ยง

28 มีนาคม – ผู้หนีภัยสงครามระลอกใหญ่จากรัฐกะเหรี่ยงกว่าหลายพันคน อพยพข้ามฝั่งแม่น้ำสาละวิน มายังดินแดนประเทศไทย

29 มีนาคม – 31 มีนาคม – หน่วยงานความมั่นคงของไทยดำเนินการทำความเข้าใจ (ผลักดัน) ต่อผู้หนีภัยสงครามให้เดินทางกลับไปยังรัฐกะเหรี่ยง

1 เมษายน คณะรัฐประหารเมียนมาประกาศหยุดยิงฝ่ายเดือน ประมาณ 1 เดือน

เริ่มมีการเปิดจุดผ่อนปรนการค้าชายแดน 5 จุด ตามคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน หลังปิดด่านชายแดนมานานนับแต่พฤศจิกายน 2563 เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 

5 เมษายน  ฝ่ายความมั่นคงของไทยเริ่มอนุญาตให้มีการขนส่งของทางเรือไปยังผู้พลัดถิ่นที่ค่ายอีตู่ท่า ฝั่งรัฐกะเหรี่ยง และมีข้อกำหนดว่า การบริจาคของทั้งหมดจะต้องผ่านสำนักงานกาชาดแม่ฮ่องสอนและกิ่งกาชาด อ.แม่สะเรียง ขุนยวม หรือปาย โดยมีทหารเป็นผู้ไปส่งมอบ

7 – 8 เมษายน รถขนของบริจาคจำนวน 4 คันรถในช่วงบ่าย และ 2 คันรถในช่วงเย็นจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล เดินทางมาถึงหมู่บ้านแม่สามแลบ แต่พบว่าไม่สามารถนำของบริจาคไปถึงมือผู้หนีภัยสงครามได้

17 – 20 – 22 เมษายน ทหารพม่าบริเวณฐานดากวิน ตรงข้ามบ้านท่าตาฝั่งยิงเรือสินค้าและของบริจาคของชาวบ้านแม่สามแลบอ้างว่ายิงเพื่อให้เข้าเทียบท่าเพื่อตรวจสอบสินค้า และในวันที่ 22 มีรายงานทางทหารพม่าได้ยิงเรือติดธงชาติไทยที่กำลังบรรทุกทหารไทย จำนวน 4 นาย

22 เมษายน ผู้หนีภัยอพยพครั้งแรกที่ข้ามมาฝั่งข้ามแม่น้ำสาละวินมายังไทยกลุ่มสุดท้ายเดินทางกลับ ทำให้เมื่อเหลือผู้หนีภัยสงครามในฝั่งไทย

24 เมษายน การประชุมผู้นำอาเซียนนัดพิเศษกรณีเมียนมา ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหาร โดยที่ประชุมมีฉันทามติร่วมกัน 5 ข้อ 1 ใน 5 ข้อ นั้น คือ อาเซียนจะให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่านศูนย์ประสานงานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอาเซียน (ASEAN Coordinating Centre for Humanitarian Assistance on Disaster Management: AHA)

27 เมษายน กองพลที่ 5 ของ KNLA เปิดปฏิบัติการยึดฐานซอแลท่าของทหารพม่าในช่วงเช้า ส่งผลให้ประชาชนไทยในหมู่บ้านแม่สามแลบกว่า 450 คน ต้องอพยพเข้าไปหลบภัยตามบ้านเรือนของเครือญาติที่อยู่เข้าไปตอนในแผ่นดิน และส่วนใหญ่เข้าไปหลบภัยที่โรงเรียนบ้านห้วยแม่กองก้าด โดยมีเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่สาธารณสุข   

28 เมษายน ผู้หนีภัยสงครามจากรัฐกะเหรี่ยงมากกว่า 3,000 คน อพยพข้ามแม่น้ำสาละวินมายังฝั่งประเทศไทย

14 พฤษภาคม  คริสทีเนอ ชราเนอร์ บูร์เกเนอร์ ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติ กรณีเมียนมา ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีไทย เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในเมียนมา พร้อมทั้งหารือเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้หนีภัยสงคราม

17 พฤษภาคม ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีคำสั่งจัดตั้งคณะทำงานระดับจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อติดตามสถานการณ์และช่วยเหลือผู้หนีภัยความไม่สงบจากประเทศเมียนมา

19 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงฝ่ายเข้าทำความเข้าใจให้ผู้หนีภัยสงครามที่มาพักพิงในพื้นที่แรกรับและสถานที่พักพิงต่าง ๆ ต้องกลับออกไปยังรัฐกะเหรี่ยง โดยให้เวลาเดินทางกลับจนถึงวันที่ 24 พฤษภาคม

27 พฤษภาคม ศูนย์สั่งการชายแดนไทย – เมียนมา ด้าน จ. แม่ฮ่องสอน รายงานว่าขณะนี้ยังมีผู้หนีภัยสงครามจากประเทศเมียนมาที่พักพิงอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยในฝั่งประเทศไทยทั้งหมด 1,039 คน ส่วนประชาชนชาวไทยที่หลบภัยอยู่ที่ตำบลรวบรวมพลเรือย จำนวน 221 คน

เอกสารอ้างอิง

Karen Peace Support Network, “Terror From The Skies” : Coup Regime’s Escalated Offensives Cause Mass Displacement Across Mutraw, May, 2021.

สำนักข่าว The Reporters

สำนักข่าวชายขอบ

เพจเฟซบุ๊ก “Friends Without Borders Foundation”

เพจเฟซบุ๊ก “Friends Against Dictatorship (FAD)”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s