รัฐประหารเมียนมาทำโครงการขนาดใหญ่รุกรานประชาชนและสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น – ด้าน รมช. พลังงาน NUG ชี้เมียนมาอาจเป็นประเทศแรกที่มีผู้อพยพจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ประชาสังคมกะเหรี่ยงชี้เขื่อนฮัตจีเตรียมเดินหน้า แรงงานจีนเข้าพื้นที่แม้มี COVID – 19 ทหารเมียนมาบังคับใช้แรงงานผู้พลัดถิ่นสร้างถนนด้านนักวิชาการ ชี้เมียนมาเผชิญวิกฤติ 2C ต้องแก้ด้วย 4R  

วันที่ 26 กันยายน เวลา 9.30 – 11.30 น. องค์กรเสมสิกขาลัย (SEM) กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง (The Mekong Butterfly) และคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ได้ร่วมกันจัดเวทีอภิปราย ในหัวข้อ”เมียนมากับกระบวนการพัฒนาแบบย้อนกลับ : แนวโน้มโครงการพัฒนาขนาดใหญ่หลังรัฐประหารที่อาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งในงานสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขง – อาเซียน ประจำปี 2564 หรือ Mekong – ASEAN Environmental Week 2021: MAEW2021 ขึ้นเพื่อวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่เกิดจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน สังคมและสิ่งแวดล้อมทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต หลังการรัฐประหาร

วรวรรณ ศุกระฤกษ์ จากคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) กล่าวเปิดด้วยสถานการณ์การรัฐประหารและภาพรวมของปฏิกิริยาจากนักลงทุน และสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในเมียนมาว่า ตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมียนมา เดือนกุมภาพันธ์ ที่โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กองทัพเมียนมาถูกประณามจากทั่วโลก นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ในเมียนมาไม่เห็นด้วย การลงทุนในเมียนมาเริ่มชะลอตัวลง เกิดความไม่แน่นอนทั้งในเมียนมาและทั่วโลก ประชาชนลุกขึ้นประท้วงอย่างแพร่หลาย มีการใช้ขบวนการอารยะขัดขืนเพื่อต่อต้านการคุมอำนาจโดยทหาร ฝ่ายต่อต้านหรือฝ่ายประชาธิปไตยเคลื่อนไหวและต่อต้านอย่างแพร่หลายทางสหประชาชาติมีการดำเนินมาตรการควบคุมผลประโยชน์ของทหาร หลายประเทศเองก็ดำเนินการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อกองทัพเมียนมาและพวกพ้อง

มอ ทุน อ่อง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานแห่งรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) กล่าวย้ำถึงปูมหลังของการรัฐประหารในเมียนมาว่าสถานการณ์ในเมียนมาตอนนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นจากสื่อทั้งหมด เพราะเมื่อทหารเมียนมาพยายามเปลี่ยนถ่ายอำนาจนั้น ไม่ใช่เพียงการควบคุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เป็นการโค่นล้มโดยระบอบประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นประชาชนจึงลุกขึ้นมาตอบโต้เป็นวงกว้างอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ใช่แค่ความต้องการให้รัฐบาลเลือกตั้งกลับมา แต่ประชาชนฉีกรัฐธรรมนูญ ปี 2008 ที่ถูกเขียนขึ้นโดยกองทัพด้วย

นับแต่มีการรัฐประหาร บรรดานักธุรกิจ ชนชั้นกลาง ไปจนถึงเยาชนที่เติบโตมากับวัฒนธรรม Hip – Hop มีบทบาทอย่างมาก พวกเขาอยู่แถวหน้าของการปฏิวัติต่อต้านการรัฐประหารในครั้งนี้ กล่าวคือการปฏิวัติในครั้งนี้ไม่ได้นำโดยกลุ่มชนชั้นสูงอีกต่อไป แต่นำโดยประชาชนทั่วไป

ในแง่มุมทางเศรษฐกิจนั้นมีการประกาศจากธนาคารพัฒนาเอเชีย พวกเราไม่ได้เน้นเรื่องการเติบโต เพราะยิ่ง GDP เติบโตมากเท่าไหร่ สิ่งแวดล้อมก็ยิ่งถูกทำลายมากเท่านั้น ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ ADB กล่าวว่า GDP ของเมียนมาจะลดลงกว่า – 18 %  ค่าเงินเมียนมาสูญเสียมูลค่าไปกว่า 50% และยากที่เศรษฐกิจของเมียนมาจะกลับมาฟื้นตัวได้

แม้ทั่วโลกจะมีการรัฐประหารเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นไม่มากมายและรอบด้านเท่าเมียนมาในขณะนี้ เศรษฐกิจเมียนมาจะล่มสลายในไม่ช้า อีกทั้งสถานการณ์โควิดระลอกสามก็ทำให้ประชาชนล้มตายเป็นจำนวนมาก

วิธีการที่ใช้ในการปราบปรามประชาชนตอนนี้ก็รุนแรงมากจนส่งให้ภาคธุรกิจยอมรับไม่ได้ ในด้านสาธารณสุขเองก็ล่มสลาย ประชาชนไม่ใช้การรักษาจากโรงพยาบาล เพราะไม่มีหมอ อีกทั้งแพทย์อาสาต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือประชาชนในเรื่องโรคโควิด – 19 ก็ถูกจับกุมเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ประชาชนต้องดูแลรักษาและช่วยเหลือกันเอง

แม้ว่าเมียนมาจะเปิดประเทศตั้งแต่ ปี 2012 โดยมีมาตรการเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ และมีโครงการพัฒนาต่าง ๆ ทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นมาก แต่กฎหมายและกฎระเบียบที่คุ้มครองด้านสิ่งแวดล้อมก็ยังคงอ่อนแออยู่แล้ว หลังจากมีการรัฐประหารก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รัฐบาลพยายามเน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น เขื่อน ก่อนหน้าในรัฐบาล NLD ยังมีการเปิดให้มีการหารือกับประชาชนเกี่ยวกับโครงการขนาดใหญ่ แต่ตอนนี้ไม่มีการหารือใด ๆ เกี่ยวกับโครงการที่จะส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม มีการเร่งรัดดำเนินโครงการลักษณะนี้ รัฐบาลตัดสินใจฝ่ายเดียว ทำได้ฝ่ายเดียว

รัฐธรรมนูญให้อำนาจปกครองและอำนาจศาลกับทหารอย่างมาก พอทหารรวบอำนาจได้ก็มีการแก้ไข ก้าวข้ามกฎหมายที่มีอยู่เดิม ละเลยกฎหมายที่มีการบัญญัติขึ้นในช่วงรัฐบาลประชาธิปไตย ไม่ใส่ใจความทุกข์ยากของประชาชน

มอ ทุน อ่อง ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าเมียนมาเป็นสมาชิกในความริเริ่มความโปร่งใสในอุตสาหกรรมสกัด (Myanmar Extractive Industries and Transparency Initiatives: MEITI) เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับบริษัทที่จะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมสกัดต่าง ๆ ได้ แต่พอมีการรัฐประหาร กระบวนการนี้ก็จบสิ้นลง รัฐประหารทิ้งขั้นตอนของ MITI ไปเลย

ในส่วนของผลกระทบทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้น การรัฐประหารครั้งนี้ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติทั้งแร่และป่าไม้ซึ่งอยู่ในพื้นที่ชาติพันธุ์ต่าง ๆ ทรัพยากรเหล่านี้อยู่ในพื้นที่เขตภูเขา เพราะฉะนั้นการยกเลิกมาตรการสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ของรัฐบาลทหารเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะประชาชนไม่สามารถทราบได้เลยว่าพวกเขาจะไปดึงเอานักลทุนทั้งไทยและจีนต่าง ๆ เข้ามาในอุตสาหกรรมสกัดมากขึ้นหรือไม่

รัฐมนตรีช่วยพลังงานกล่าวว่า “การรัฐประหารทุกครั้งนั้นเกี่ยวพันกับโครงการขนาดใหญ่ทั้งสิ้น เพราะพวกเขาควบคุมสิ่งเหล่านี้ไว้ในมือ เช่น โครงการท่อก๊าซที่ส่งก๊าซเข้ามาในประเทศไทย” เป็นต้น การที่ทหารจะอยู่รอดได้ในอดีตในฐานะรัฐบาลจะยิ่งส่งผลกระทบต่อโครงการต่าง ๆ อย่างแน่นอน เช่น โครงการเขื่อนขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นบนลำน้ำหลายสาย พวกเขาต้องการเปิดเขตการค้าเสรีจึงพยายามดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ โดยละเลยมาตรการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

 อย่างไรก็ตาม “สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและรุนแรงนี้ทำให้นักลงทุนลังเลอย่างมาก เพราะหากว่าลงทุนไปแล้วในเรื่องของภาวะค่าเงินตกต่ำเช่นนี้ ก็จะทำให้เงินที่ได้มาไม่มีค่าเท่าเดิมอย่างที่คาดการณ์ไว้” รมช. พลังงาน คาดการณ์

นอกจากนี้ทางมอ ทุน อ่อง ยังได้ให้ข้อมูลอีกว่านับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารการตรวจสอบของภาคประชาชนกิจกรรมภายใต้โครงการขนาดใหญ่ของรัฐหายไป โครงการอุตสาหกรรมทำลายล้างเติบโตอย่างมาก มีการลักลอบตัดไม่เพิ่มมากขึ้น และมีการทำเหมืองและขนแร่อย่างผิดกฎหมายจากเหมืองต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างมาก ภาคประชาชนเองก็ไม่สามารถหยุดยั้งและตรวจสอบได้เลย

รัฐมนตรีพลังงานของ NUG ยังออกความเห็นเพิ่มเติมว่าด้วยสภาพความขัดแย้ง และการปะทะทางอาวุธ โรคระบาด และความขาดแลนทั้งรายได้และอาหาร รวมถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ย่ำแย่อย่างมากในเมียนมาขณะนี้  ในอนาคตอาจส่งผลให้ “เมียนมาเป็นประเทศแรกที่มีผู้อพยพย้ายถิ่นจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศ”

ด้านซอ ตา โป จากเครือข่ายปฏิบัติการทางสิ่งแวดล้อมและสังคมกะเหรี่ยง หรือ KESAN กล่าวถึงสถานการณ์และความคืบหน้าของโครงการพัฒนาในพื้นที่ต่าง ๆ ของเมียนมาว่า ในรัฐกะเหรี่ยง กองทัพเมียนมาได้เช้ามาทิ้งระเบิดในหลายจุด มีการต่อสู้และใช้อาวุธต่อกองทัพชาติพันธุ์และประชาชนในพื้นที่ ส่งผลให้มีผู้พลัดถิ่นเป็นจำนวนมาก ตอนนี้มีมากกว่า 7,000 – 8,000 คนที่ต้องออกจากพื้นที่ไป มากไปกว่านั้น กองทัพเมียนมาพยายามพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะหลังเกิดรัฐประหารไม่สามารถควบคุมเศรษฐกิจประเทศได้ เพราะประชาชนไม่ยอม เพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อหารายได้ เช่น มีการสร้างเขื่อนฮัตจี คงจะมีการดำเนินการต่อไป เพราะอยู่ในแผนของทั้งพม่าและนักลงทุนในจีน ไฟฟ้าที่ผลิตได้จะนำมาใช้ในประเทศ เพราะว่ารายได้ของประเทศของตอนนี้มีน้อย นักลงทุนและสถาบันการเงินพยายามที่จะหลีกเลี่ยงและหยุดให้ทุนแก่ทหาร ในพื้นที่ยังคงมีการต่อสู้อย่างมาก ในเขตนั้นมีผู้พลัดถิ่นมากกว่าแปดพันคน ทหารเข้ามาควบคุมพื้นที่ดังกล่าว ไม่มีองค์กรด้านมนุษยธรรมเข้ามาทำงาน แต่ว่ามีการแบ่งปันเรื่องอาหารหรือสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยหน่วยงานอาสาสมัครพยายามนำสิ่งของและความช่วยเหลือต่าง ๆ ไปให้ มีการสร้างถนนเข้าไปในพื้นที่ที่จะมีการสร้างเขื่อนฮัตจี โดยกองทัพเมียนมาบังคับใช้แรงงานจากผู้พลัดถิ่นเพื่อสร้างถนนสายนี้ด้วย จะเห็นได้ว่าการรัฐประหารได้ส่งผลให้โครงการที่ประชาชนในพื้นที่คัดค้านและไม่เห็นด้วยมาตลอดถูกพัฒนาและเดินหน้าอย่างรวดเร็วในภาวะความหวาดกลัวและไร้ซึ่งการตรวจสอบใด ๆ

ในรัฐคะฉิ่น ทางเราทำงานอย่างใกล้ชิดหลังรัฐปะหาร พวกเขาต้องการใช้ทรัพยากรในที่ของตัวเอง โดยมีโครงการขนาดเล็กเพื่อขุดและร่อนแร่ ทางภาคประชาสังคมในเมียนมาพยายามติดตามโครงการพัฒนาต่าง ๆ แต่ก็เสี่ยงต่อการถูกโจมตีโดยทหารและกองกำลังกึ่งทหาร นี่คือสถานการณ์ที่ท้าทายอย่างมาก

ในพื้นที่รัฐฉาน มีการสร้างโรงงานไฟฟ้าความร้อนร่วมโดยใช้ปูนซีเมนต์ โครงการดังกล่าวส่งผลกระทบด้านสุขภาพผู้คน และแหล่งน้ำโดยรอบโรงไฟฟ้ามีการปนเปื้อนของสารพิษส่งผลให้ชุมชนได้รับผลกระทบอย่างมาก หลังเกิดรัฐประหารองค์กรภาคประชาสังคมก็ไม่สามารถเข้าไปติดตามได้ ในพื้นที่ที่จีนเข้ามาลงทุน โครงการเหล่านี้เนื่องจากมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับนักลงทุนจีน เราจึงไม่สามารถติดตามหาข้อมูลได้ เพราะเราไม่มีทรัพยากรที่เพียงพอ ในแม่น้ำสาละวิน มีแผนที่จะสร้างเขื่อนทั้งหมด 5 แห่ง โดยเขื่อนฮัตจีเป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งโครงการนี้ได้รับการอนุมัติไปแล้ว แต่ปัจจุบันยังไม่ได้มีการดำเนินโครงการ อย่างไรก็ตาม ทางชุมชนและภาคประชาสังคมในพื้นที่พบเห็นแรงงานชาวจีนเข้ามาในพื้นที่เป็นจำนวนมาก คาดว่าเพื่อรอการดำเนินโครงการ นอกจากนี้ในพื้นที่ดังกล่าวก็มีการสร้างสะพานขึ้นมาใหม่ด้วย โดยสะพานนี้เป็นส่วนหนึ่งของเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เชื่อมโยงกับจีน

ทางด้านชายแดนไทยมีโครงการผันน้ำยวม ซึ่งในไทยเองก็ยังมีความขัดแย้งอยู่มาก แต่ชุมชนฝั่งรัฐกะเหรี่ยงที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่เองก็ยังไม่มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบที่ประชาชนจะได้รับแต่อย่างใด

ซอ ตา โป กล่าวว่าก่อนหน้าการรัฐประหาร ประชาชนในเขตพื้นที่รัฐกะเหรี่ยงได้ร่วมกันจัดตั้งอุทยานสันติภาพสาละวินขึ้น ซึ่งเป็นการจัดการพื้นที่คุ้มครองร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ ประชาชนมีการวางแผนพัฒนาพื้นที่ร่วมกันและมีการกำหนดโครงสร้างในการปกครองดูแลพื้นที่นี้ร่วมกัน ซึ่งเป้าหมายของพื้นที่ไม่ได้เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แต่เน้นการจัดสวัสดิการสังคมและการให้การศึกษาแก่ประชาชน เน้นความมั่นคงในชีวิตภายใต้แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน แน่นอนว่าเราไม่เห็นด้วยกับการลงทุนขนาดใหญ่ แต่ก็จะมีการพัฒนาหรือโครงการขนาดเล็ก ๆ และเราอยากเห็นโครงการพัฒนาทางเลือกที่ไปกันได้ระหว่างเทคโนโลยีกับพลังงาน เพราะเรามีทรัพยากรธรรมชาติมากพอที่จะช่วยประคับประคองชีวิตของพวกเราเองได้ในขณะนี้

นักกิจกรรมจากองค์กร KESAN กล่าวอย่างกังวลถึงอนาคตของอุทยานสันติภาพสาละวินว่าเป็นที่น่ากังวลอย่างมาก เพราะขณะนี้กองทัพเมียนมาได้เปลี่ยนแปลงให้อุทยานสันติภาพแห่งนี้กลายเป็นอุทยานที่ไร้ซึ่งสันติภาพโดยสิ้นเชิง กลายเป็นพื้นที่สงครามและการปราบปรามอย่างหนักของกองทัพเมียนมา พร้อมทั้งในขณะนี้ก็มีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่กล้ำกรายเข้ามาเป็นภัยต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงความมั่นคงในชีวิตของคนในพื้นที่

รศ. นฤมล ทับจุมพล จากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงระบบการปกครองของเมียนมาว่าก่อนหน้านี้เมียนมาเป็นรัฐสองระบบ  (hybrid regime) แต่พอยึดอำนาจ รัฐประหารรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชน เมียนมาก็ได้กลายเป็นรัฐอำนาจนิยมแบบรวมศูนย์เต็มรูปแบบ

รศ. นฤมลเสนอให้พิจารณาถึงองค์ประกอบ 3 ประการที่ทำให้เมียนมากลายเป็นรัฐอำนาจนิยมรวมศูนย์ในขณะนี้ว่า ประการแรก คือ การบริหารเครือข่ายความไว้วางใจต่าง ๆ เครือข่ายต่าง ไ มีผลกระทบอะไรต่อการเมืองบ้าง เราจะเห็นว่ากลุ่มเหล่านี้มีอำนาจและพื้นที่ขิงพวกเขา อันที่สอง ความเหลื่อมล้ำ พวกเขาต้องการประคับประคองความไม่เท่าเทียมไว้ ทรัพยากรธรรมชาติส่วนใหญ่แม้จะอยู่ในพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ แต่ก็จะมีความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ด้วย วิธีการหารายได้ของแต่ละกลุ่มก็มีความเหลื่อมล้ำกัน ประการที่สาม จะเห็นว่ามีอำนาจที่รวมศูนย์อยู่ จากเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่จากการรัฐประหารทำให้อำนาจของทหารครอบคลุมทุกอย่าง นี่ซึ่งคือปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่าง ๆ ของการพัฒนาประชาธิปไตย

ย้อนกลับไปปี 2010 – 2021 เมียนมามีการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาประเทศโดยใช้นโยบายเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ จะเห็นได้ว่ามีกระบวนการพัฒนาเมือง การขยายเครือข่ายสื่อมวลชนอย่างรวดเร็ว แต่ปัจจัยเหล่านี้ถูกควบคุมภายใต้อำนาจเดี่ยวรวมศูนย์ของกองทัพ อีกทั้งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมก็สูงขึ้น เสรีภาพสื่อก็สูงขึ้น แต่แน่นอนว่าผลกระทบเชิงลบก็มีมากหลังจากมีการดำเนินโครงการขนาดใหญ่เพราะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปจนถึงประชาชนในพื้นที่โดยรอบโครงการนั้น ๆ

หลังรัฐประหาร โครงการเหล่านี้ส่งผลกระทบร้ายแรงยิ่งขึ้น ตั้งแต่รัฐบาล NLD ก็มีการพูดกันเกี่ยวกับพัฒนาอุตสาหกรรมยุคใหม่ มีทั้งคนที่จะเข้ามาลงทุนโดยอาศัยโอกาสนี้ มีทั้งนักลงทุนที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดยเฉพาะการลงทุนที่ไม่เป็นทางการถือว่าเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากในภาวะที่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบใด ๆ ได้

จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแม้เศรษฐกิจจะติดลบ แต่เชื่อว่าในอนาคตทหารจะพยายามหาทางฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่คิดว่า ประชาชนและภาคประชาสังคมอาจจะหยุดยั้งการลงทุนที่เป็นทางการได้ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือการลงทุนอย่างไม่เป็นทางการ ดังนั้น การลงทุนจากต่างชาติจึงนับว่าเป็นกระดูกสันหลังเลยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา

กลุ่มที่รวบอำนาจควบคุมทั้งนโยบายเศรษฐกิจและสังคมทุกทาง หลังรัฐประหารเราเห็นว่าที่ประกาศไว้ตอนแรกว่าจะเข้ามาแค่หนึ่งปีก็ขยายเป็นสองปี และมีการประกาศภาวะฉุกเฉินเรื่อย ๆ ประชาชนไมมีสิทธิใด ๆ

ฝ่ายต่อต้านถูกจับกุมจำนวนมาก ผู้นำพรรค NLD ถูกจับกุม นี่จะสร้างปัญหาให้ความขัดแย้งมีสูงขึ้น ไม่ มีกระบวนการใด ๆ ที่เชื่อถือได้ เพราะเมื่อมีการยืดเวลาประกาศภาวะฉุกเฉินก็ยิ่งมีการปะทะมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา การปะทะด้วยอาวุธไม่ได้เกิดแค่ในรัฐชาติพันธุ์ แต่เกิดในภูมิภาคต่าง ๆ ที่เป็นของคนพม่าด้วย เช่น สะกาย การปะทะโดยการใช้อาวุธส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง จะเห็นได้ว่ามีผู้พลัดถิ่นจำนวนมาก จะเห็นได้ว่ามีการจัดตั้งศูนย์พักพิงหรือศูนย์อพยพ ทั้งในเมียนมา และชายแดนไทย และบังคลาเทศเพิ่มขึ้นมาก และจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และจะมีคนที่อพยพออกนอกประเทศอีกเป็นจนวนมาก เพื่อหนีการประหัตประหารอันเกิดจากความรุนแรงทางอาวุธ

“รัฐบาลไทยต้องให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมโดยมีการจัดตั้งศูนย์พักพิงเพิ่มขึ้น เพราะจะต้องมีประชาชนจากเมียนมาหาทางหนีออกนอกประเทศอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

ผู้อำนวยฝ่ายวิจัยจากสถาบันเอเชียศึกษาให้ความเห็นเกี่ยวกับอาเซียนว่าหากพิจารณานโยบายของไทยและอาเซียนจะเห็นว่าไทยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในการรองรับผู้อพยพเข้ามา แต่คิดว่าในอนาคตจะต้องมีการจัดตั้งศูนย์ทางฝั่งของเมียนมาเพื่อรองรับสถานการณ์เหล่านี้

สำหรับแรงงานเพื่อนบ้านชาวเมียนมาที่ทำงานในไทย ขณะนี้ก็ส่งเงินกลับบ้านได้ยากเพราะระบบธนาคารและการเงินล่ม ไม่สามารถส่งเงินในช่องทางที่เป็นทางการได้ นอกจากนั้นการติดต่อดำเนินการเอกสารสำหรับแรงงานชาวเมียนมาต่อหน่วยงานราชการก็ไปเป็นได้ยากมากขึ้น หลายครั้งไม่มีการออกเอกสารใด ๆ ให้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s