ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร

ชวนถอดบทเรียนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกว่า 365 วัน ของประชาชนชาวเมียนมาผ่านวงเสวนาแลกเปลี่ยนพูดคุยระหว่างนักกิจกรรมไทยรุ่นใหม่ที่ออกมาขับเคลื่อนประเด็นประชาธิปไตยและความเท่าเทียมอย่างต่อเนื่อง

วงเสวนานี้จัดขึน ณ Documentary Club & Pub เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมของนิทรรศการ “365 Days after…” ที่ร่วมจัดโดยเสมสิกขาลัย (พม่า) และ Documentary Club Thailand ซึ่งเป็นนิทรรศการที่ใช้ศิลปะหลากแขนงทั้งภาพถ่าย ภาพวาด ศิลปะการจัดวาง ศิลปะแสดงสด และการแสดงดนตรี เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของประชาชนทุกภาคส่วนและทุกชาติพันธุ์ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาหลังเกิดการรัฐประหารในประเทศพม่าเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564

ภาพถ่ายบางส่วนจากนิทรรศการ “365 Days after…”
ภาพถ่ายบางส่วนจากนิทรรศการ “365 Days after…”

การต่อสู้ที่อึดถึกทนและน่าประทับใจของประชาชนในและนอกประเทศพม่าในครั้งนี้ถือเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญต่อขบวนการประชาธิปไตยทั่วทั้งเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนบ้านอย่างไทย ที่ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ขบวนการเคลื่อนไหวในไทยเติบโตในเชิงความคิดที่รื้อถอนเบื้องหลังโครงสร้างอำนาจทางการเมืองไทยอย่างตรงไปตรงมามากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีตแต่ก็ถูกกดปราบอย่างหนักที่ถึงแม้อาจจะไม่เท่ากับในกรณีของพม่า แต่ก็ถือได้ว่าเป็นกรณีการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการเฉกเช่นเดียวกัน…บทเรียนการต่อสู้ของประชาชนพม่าจึงควรค่าแก่การนำมาแลกเปลี่ยน ถกเถียง สกัด ถอดรหัส ไปจนถึงการนำมาปรับใช้และต่อยอดการต่อสู้ของขบวนการภาคประชาชนไทยและอาจรวมถึงในประเทศอื่น ๆ ด้วย

ขบวนการประชาธิปไตยในไทยรู้สึกอย่างไร และติดตามอย่างไร และมองการต่อสู้ในครั้งนี้ของชาวพม่าอย่างไร?

โตโต้ ปิยรัฐ จงเทพ ตัวแทนกลุ่ม We Volunteer

โตโต้ ปิยรัฐ จงเทพ จากกลุ่ม We Volunteer หนึ่งในกลุ่มแนวหน้าของขบวนการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยไทยในช่วงสองปีที่ผ่านมา บอกกับเราว่าเขาติดตามสถานการณ์ในพม่าอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร เขาคาดไว้ว่าการรัฐประหารในครั้งนี้จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน เพราะมีสัญญาณหลายอย่างที่บ่งบอก ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ การที่กองทัพเมียนมาพยายามอ้างว่าการเลือกตั้งครั้งหลังสุดในเดือน พ.ย. 2563 ที่พรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ NLD ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายนั้นไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม แต่อยู่ที่ว่าการรัฐประหารครั้งนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่เท่านั้นเอง

โตโต้ ยังบอกด้วยว่าหลังจากที่มีการรัฐประหารในพม่า เขาและกลุ่ม We Volunteer ได้ไปร่วมชุมนุมกับแรงงานชาวพม่าในไทยที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย จนได้รับคดีเพิ่มเติม หลังจากที่ตัวเขาเองและผองเพื่อนมีคดีจากการที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ขับไล่รัฐบาลเผด็จการ และปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

“ผมเป็นคนไทยที่ออกมาประท้วงรัฐประหารพม่า (แต่) ถูกดำเนินคดีในไทย จากการไปร่วมประท้วงกับพี่น้องชาวพม่า…ผมมองว่าเผด็จการไม่ว่าจะเป็นชาติไหนเราก็ต้องแสดงจุดยืนต่อต้าน” เขากล่าว

โตโต้ยังเสริมอีกว่าหลายคนบอกว่าผ่านมากว่าหนึ่งปีประชาชนพม่าอ่อนกำลังลง แต่เขากลับคิดว่าคนพม่าไม่ได้อ่อนกำลังลงแต่กลับเข้มแข็งเพียงขึ้น เพียงแต่ว่าการต่อสู้ในครั้งนี้ต้องใช้เวลา อีกทั้งรูปแบบในการต่อสู้ขณะนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว คือ เปลี่ยนจากการประท้วงเชิงสัญลักษณ์บนท้องถนนสู่การใช้กำลังอาวุธ

ปั๊บ กรกนก คำตา ตัวแทนกลุ่มพันธมิตรชานม (Mike Tea Alliances)

กรกนก คำตา หรือ ปั๊บ ตัวแทนจากกลุ่มพันธมิตรชานม หรือ  Milk Tea Alliances เครือข่ายทางการเมืองแบบหลวม ๆ ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อต่อต้านการขยายอิทธิพลของจีน  กล่าวว่านักกิจกรรมในอาเซียน รวมทั้งในเอเชียเองมีการติดต่อ พูดคุย เชื่อมโยงกันอยู่แล้วตามเวทีและพื้นที่ต่าง ๆ มีการแลกเปลี่ยนช่องทางการติดต่อและข้อมูลข่าวสารกันอย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับขบวนการประชาธิปไตยในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย

ปั๊บให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าสิ่งที่พันธมิตรชานมทำหลังการรัฐประหารคือการอัพเดทสถานการณ์ในพม่ากันทุกสัปดาห์ พร้อมกับหาแนวทางช่วยเหลือและสนับสนุนเท่าที่จะทำได้ เช่น การรณรงค์ให้เกิดการแบนบริษัทฯสัญชาติต่าง ๆ ที่เข้าไปลงทุนในพม่า เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นการสร้างรายได้ให้กับกองทัพ การออกแถลงการณ์เวลาเกิดเหตุการณ์สำคัญ เช่น การสังหารแกนนำประชาชนที่ออกมาประท้วง ในภายหลังที่สถานการณ์รุนแรงขึ้นก็มีการอัพเดทสถานการณ์เป็นรายวัน

“เรารู้สึกว่าประชาชนพม่าเข้มแข็งมาก ประทับใจที่ทุกคนพร้อมใจกันทำกิจกรรมและออกมาต่อสู้ แต่ภายหลังที่มีการใช้อาวุธปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรง เพื่อนพม่าหลายคนก็หนีออกนอกประเทศ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เรารู้สึกหดหู่” ปั๊บ กล่าวแสดงความประทับใจและความรู้สึกเศร้าหมองไปพร้อมกัน

ขบวนการเคลื่อนไหวในพม่าต่างกันกับไทยอย่างไร?

นุ๊ก วัชรพล นาคเกษม ตัวแทนเครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม

วัชรพล นาคเกษม หรือ นุ๊ก จากเครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม  แสดงความเห็นว่าความเหมือนของการเคลื่อนไหวทางการเมืองในครั้งนี้สิ่งที่มองเห็นได้ชัดเจนคือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในประเทศ คนพม่าเริ่มหันมาใส่ใจปัญหาและความรู้สึกของคนชาติพันธุ์เปรียบเทียบกับตนเอง (พม่าแท้) ที่ขณะนี้ก็ถูกปราบปราม ถูกดขี่ไม่ต่างกับที่กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ประสบมาโดยตลอด ประชาชนทุกกลุ่มหันมาเชื่อมโยงปัญหาและความทุกข์ทนที่พวกเขาได้เจอร่วมกันมากกว่าครั้งไหน ๆ ในไทยเองประชาชนก็โอบกอดและเปิดรับกันมากขึ้นในประเด็นย่อย ๆ  ทั้งเรื่องสิทธิของคนกะเหรี่ยงบางกลอยที่พยายามต่อสู้เพื่อสิทธิในการอยูกับป่าของตน การต่อต้านของชาวบ้านนิคมอุตสาหกรรมจะนะในประเด็นผลกระทบด้านวิถีชีวิตประมงและสิ่งแวดล้อม และอื่น ๆ ซึ่งต้นตอปัญหาคือเรื่องโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรมและไม่เท่าเทียม ขาดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

“ผมมองว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในครั้งนี้มีสิ่งที่เชื่อมโยงกันคือสัญลักษณ์บางอย่าง เช่น การชูสามนิ้ว ที่ถูกนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ของทั้งฝ่ายประชาธิปไตยทั้งในไทย เมียนมา และอาจจะรวมถึงในที่อื่น ๆ อีกทั้งทั้งสองประเทศมีความเชื่อมโยงกันในทางวัฒนธรรมและศิลปะอย่างค่อนข้างแนบชิด นอกจากนี้อีกสิ่งที่เหมือนกันคือขบสวนการประชาธิปไตยไทยและพม่ามีเป้าหมายเดียวกันนั่นคือการไม่ยอมรับอำนาจการกดทับของรัฐเผด็จการอำนาจนิยม” นุ๊ก กล่าว

ตัวแทนกลุ่ม We Volunteer กล่าวเสริมในประเด็นนี้ว่า ประชาชนไทยต้องต่อสู้กับสภาวะรัฐซ้อนรัฐที่ซับซ้อนกว่าของพม่า ส่วนพม่ามีความซับซ้อนในเรื่องรัฐส่วนกลาง – รัฐชาติพันธุ์ แต่การปกครองไม่ซับซ้อน ประชาชนมีทางเลือกแค่ว่าจะเอาเผด็จการหรือประชาธิปไตย ซึ่งแตกต่างจากไทยที่มีภาวะ “รัฐพันลึก” ประชาชนมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนการปกครองแบบประชาธิปไตยหรือเผด็จการอำนาจนิยมที่มีเครือข่ายชนชั้นนำอยู่เบื้องหลัง อีกทั้งการทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นเรื่องยากมากที่จะสามารถดึงกระแสสังคมในรายประเด็นย่อย ๆ ให้ประชาชนส่วนใหญ่สนใจได้ อย่างไรก็ตามประชาชนพม่ากับไทยมีเป้าหมายเหมือนกัน แต่วิธีการของไทยอาจยากกว่าพม่า เนื่องจากในส่วนของไทย หากจะเคลื่อนไหวร่วมกันแบบมีพลัง ขบวนการเคลื่อนไหวต้องชูประเด็นโครงสร้างระดับชาติ แต่ในส่วนของพม่า ประชาชนประท้วงกันบ่อยมากในทุกเรื่อง ทุกพื้นที่ จนกลายเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายร่วมใจกันขับเคลื่อนเพราะมองเห็นปัญหาเดียวกัน

นอกจากนั้นโตโต้ยังชี้ให้เห็นข้อสังเกตที่สำคัญของขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในไทยว่าการมีความคิดเห็นที่หลากหลายเป็นสิ่งที่ดีแต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นจุดอ่อนของนักกิจกรรมไทยด้วยเช่นกัน จนทำให้เกิดปัญหา บั่นทอนกำลังใจกัน จนหลายคนเลือกกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่ในส่วนของพม่า ประชาชนมีความสามัคคีกว่ามาก จะเห็นได้ว่าบรรดาแรงงาน ข้าราชการ ไปถึงทุกกลุ่มอาชีพออกมาปรพท้วงและเข้าร่วทขบวนการอารยะขัดขืน (Civil Disobedience Movement: CDM) เป็นจำนวนมาก และรู้สึกว่าถอยไม่ได้แล้ว

“คนไทยถอยก็แค่กลับไปกินข้าวที่บ้าน มีชีวิตปกติ บ้านยังเป็นหลังพิงให้ได้ แต่คนพม่าทำแบบนั้นไม่ได้ ถ้าถอยคือไม่ได้กลับไปเห็นหน้าคนในครอบครัว และอนาคตที่สดใสอีกแล้ว ดังนั้น พวกเขาส่วนใหญ่จึงเลือกใช้วิธีการจับอาวุธลุกขึ้นสู้กับเผด็จการทหารเมียนมา ดีดว่ายอมให้ปกครองอย่างที่ผ่าน ๆ มา” โตโต้ ชี้ให้เห็นความแตกต่าง 

เขากล่าวเสริมอีกว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้ประชาชนในพม่าร่วมต่อสู้กันเป็นภาพใหญ่คือศัตรูของพวกเขาชัดเจนว่าเป็นกองทัพพม่า และต้องการให้ฝ่ายประชาธิปไตยเป็นรัฐบาล และหลายฝ่ายต้องการรูปแบบการปกครองแบบสหพันธรัฐ แต่สำหรับประชาชนไทยคือต้องการประชาธิปไตยและปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ไปด้วยซึ่งเป้าหมายอาจจะต่างกันในแง่นี้ จะเห็นได้ว่าประชาชนพม่าพยายามชูรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) เพราะส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้งครั้งหลังสุด แม้ว่าพวกเขาจะมีทรัพยากรไม่มากนัก แต่ก็สามารถขับเคลื่อนการทำงานของรัฐบาลประชาชนนี้ไปได้ แต่ไทยไม่ได้มีรัฐบาลพลัดถิ่นหรือรัฐบาลเงาแบบพม่า

หลังการรัฐประหารเมื่อปี 2557 รัฐบาลไทยมีลักษณะคล้ายคลึงกับพม่ามากโดยเฉพาะในเชิงโครงสร้างนิติบัญญัติและการบริหาร เพราะมีคนของกองทัพพม่าเข้าไปมีที่นั่งในรัฐสภา โดยรัฐธรรมนูญกำหนดสัดส่วนฝ่ายกองทัพอยู่ที่ร้อยละ 25 ขณะที่ไทย คนของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าไปมีที่นั่งในสภาในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ถึง 250 คน ซึ่งมาจากการแต่งตั้งทั้งหมด และส่วนใหญ่ก็เป็นคนของกองทัพ 

อะไรทำให้ชนชั้นกลางรุ่นใหม่พม่าเข้าป่าจับอาวุธกลายเป็นนักรบประชาชนในกองกำลังปกป้องประชาชน (PDF) ?

โตโต้ให้ความเห็นว่าการจับอาวุธของพวกเขาก็เพื่อป้องกันตัวเองจากการใช้กำลังอาวุธเข้าประหัตประหารของทหาร ไม่ได้หวังปลิดชีพฝ่ายตรงข้ามเป็นหลัก หากกองทัพพม่าไม่ใช้อาวุธในการปราบปรามพลเรือน และไม่ยึดอำนาจแต่แรกก็คงไม่เป็นเช่นนี้ และเมื่อนานาชาติไม่อาจช่วยเหลือปกป้องพวกเขาได้ เขาก็ต้องปกป้องตัวเอง เพราะถ้าไม่จับอาวุธพวกเขาก็ต้องถูกฆ่าอยู่ดี

การต่อสู้ของพวกเขาจึงไม่ได้เป็นสิ่งที่มาจากการร้องขอแต่อย่างใด แต่เผด็จการทำให้พวกเขาต้องเป็นแบบนี้ ทำให้ต้องลุกขึ้นสู้

อะไรเป็นบทเรียนที่ต้องนำมาคิดและนำมาประบใช้สำหรับไทย?

นุ๊กทิ้งท้ายว่าสิ่งหนึ่งที่เห็นจากเพื่อนพม่าหลังการรัฐประหารคือคนพม่าส่วนมาก พร้อมตาย เพราะเขาไม่อยากอยู่ภายใต้เผด็จการอีกแล้ว…แต่ในส่วนของไทยอาจต้องนำมาคิดแล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบท

โตโต้ ในฐานะตัวแทนกลุ่มที่มีโอกาสปะทะกับการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง กล่าวทิ้งท้ายอย่างน่าคิดว่า “เมื่อรัฐใช้กำลังกับเรา สันติวิธีก็อาจจะเป็นทางออก แต่ในบางครั้งมันก็ไม่ใช่ทางออก…ท้ายที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่าความตายต่อสู้กับเผด็จการไม่ได้ อยากให้รักษาลมหายใจเอาไว้เพื่อการต่อสู้ในวันข้างหน้า”

ปั๊บชี้ให้เห็นว่าการต่อสู้ในแบบของไทยและพม่ามีความแตกต่างกันในเชิงกายภาพ อำนาจ และพื้นที่ ประเทศพม่ายังมีป่า มีทรัพยากร มีกลุ่มชาติพันธุ์ที่เขามีกองกำลัง มีอาวุธ รู้จักการสู้รบมาตลอดประวัติศาสตร์ แต่ในส่วนของไทยไม่มีอะไรแบบนั้นอีกแล้ว รัฐราชการไทยสามารถเข้าควบคุมได้ทุกพื้นที่ ขบวนการเคลื่อนไหวไทยจึงทำแบบนั้นไม่ได้

“แต่สิ่งที่เอามาปรับใช้ได้จากการเคลื่อนไหวในพม่า คือ ทุกภาคส่วนสามารถทำอะไรได้บ้าง (ขบวนการเคลื่อนไหว)ในไทยเรายังมองเห็นกันและกันน้อย ถ้าเราไม่ดูถูกรูปแบบการเคลื่อนไหวของกันและกัน มียุทธศาสตร์การทำงานร่วมกัน แล้วแต่ละฝ่ายก็ทำตามยุทธวิธีต่าง ๆ เพื่อล้มอำนาจเผด็จการ วันหนึ่งมันอาจจะสามารถพังทลายเสาแห่งอำนาจของเผด็จการแต่ละเสาลงได้” ปั๊บทิ้งท้ายอย่างน่าคิด

Advertisement

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s