สถานการณ์แม่น้ำโขง และนโยบายของรัฐในปี 2565

สถานการณ์ปัญหาหลักของแม่น้ำโขง คือ การเปลี่ยนแปลงการไหลที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติและปริมาณตะกอนหายไป จากการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าในลุ่มน้ำโขง ทั้งในแม่น้ำโขงสายหลักในจีน, ลาว และบนลำน้ำสาขาในลาว (รวมทั้งกัมพูชา ไทย และเวียดนาม) ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขงและการใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ของชุมชน เป็นปัญหาสะสมต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2536 และรุนแรงเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2550 ต่อเนื่องมาจนถึงปีปัจจุบัน อาทิเช่น น้ำขึ้นลงผิดปกติในฤดูแล้ง ชุมชนสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยว, น้ำโขงขึ้นไม่เต็มตลิ่ง หญ้าไม่ตาย ไม่มีตะกอนทับถม ทำให้สูญเสียพื้นที่เกษตรริมโขง และน้ำโขงไม่ไหลเข้าลำน้ำสาขา เช่น น้ำสงคราม, ตลิ่งพัง เกิดดอนใหม่ ร่องน้ำเปลี่ยน และน้ำโขงแห้ง ส่งผลกระทบต่อ บ้านเรือนริมตลิ่ง ระบบประปา การเกษตรริมโขง และปัญหาการครอบครองที่ดินเกิดใหม่, ปลาอพยพผิดฤดู ชุมชนจับปลาได้น้อยลง สูญเสียอาชีพ รายได้ และความมั่นคงทางอาหาร, พืชไม้น้ำในแม่น้ำโขงล้มตายเป็นจำนวนมาก การสูญเสียระบบนิเวศน้ำโขง ถิ่นที่อยู่อาศัยและห่วงโซ่อาหารของปลา, การออกดอกของไม้น้ำ ในแม่น้ำโขง ที่ผิดฤดูกาล เช่น ไคร้น้ำ, หว้าน้ำ เป็นต้น, ระดับน้ำโขงที่เปลี่ยนแปลงผิดปกติในฤดูแล้ง ท่วมพื้นที่วางไข่ของนกที่อาศัยทำรังวางไข่ในช่วงฤดูแล้ง, น้ำโขงใสไร้ตะกอน เกิดการระบาดของสาหร่ายแม่น้ำโขงในฤดูแล้ง และชาวบ้านจับปลาไม่ได้ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทันที หลังการเปิดเขื่อนไซยะบุรีเมื่อ 29 ตุลาคม 2562 และเกิดต่อเนื่องมาจนปี 2565 และต่อเนื่องด้วยปัญหาการดำน้ำยิงพ่อแม่พันธุ์ปลาในวังหรือถ้ำใต้น้ำ, การสูญเสียเครื่องมือประมง ผลผลิตจากแปลงเกษตรริมตลิ่ง

รัฐบาลสนใจแต่เพียงการหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากแม่น้ำโขง ได้แก่

  • ทั้ง ๆ ปริมาณไฟฟ้าสำรองล้นระบบอย่างมหาศาล และเป็นภาระค่าไฟฟ้าด้วยระบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ Take or Pay แต่กระทรวงพลังงาน กลับดำเนินการลงนามบันทึกความเข้าใจรับซื้อไฟฟ้า (Tariff MOU) ถึง 3 เขื่อน โดยมีกำหนดลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ในเร็ว ๆ นี้ 
เขื่อนวันลงนามTariff MOUปริมาณรับซื้อไฟฟ้า(เมกะวัตต์)กำหนดวันเข้าระบบไฟฟ้าอายุสัญญาการลงนามกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
เขื่อนปากลาย24มกราคม 657631 มกราคม 257529 ปีกัลฟ์ เอนเนอร์จี ดีเวลลอปเม้นต์ 
เขื่อนปากแบ่ง25เมษายน 658971 มกราคม 257629 ปีกัลฟ์ เอนเนอร์จี ดีเวลลอปเม้นต์ 
เขื่อนหลวงพระบาง27เมษายน 651,4001 มกราคม 257335 ปีช.การช่าง(ลาว)
  • รัฐบาล ยอมเสี่ยงแลกอธิปไตย สูญเสียเขตแดนในแม่น้ำโขง เพื่อเดินหน้าเขื่อนปากแบ่ง
  • รัฐบาล ไม่บังคับใช้ พรบ. จัดซื้อจัดจ้าง กับหน่วยงานราชการ ยินยอมให้บริษัทเอกชน ลงพื้นที่เขตไทยสำรวจการสร้างเขื่อนสาละวันและผามอง ทั้งที่เป็นสัมปทานการศึกษาระหว่างบริษัทกับประเทศลาวเท่านั้น
  • หน่วยงานรับผิดชอบแม่น้ำโขงโดยตรง คือ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประสบความล้มเหลวสิ้นเชิง ในระบบแจ้งเตือนการปล่อยน้ำจากจีน, ไม่เปิดข้อมูลและวิเคราะห์ผลกระทบตะกอนจากเขื่อนไซยะบุรี, การศึกษาผลกระทบเขื่อนแม่น้ำโขงสายหลัก ศึกษามา 6 ปีแล้ว ยังวิเคราะห์ความเสียหายจากเขื่อนจีน และเขื่อนไซยะบุรีไม่ได้, ล้มเหลวการวิเคราะห์ระดับน้ำโขง ที่บูรณาการข้อมูลการระบายน้ำจากเขื่อนในลาวและไทย และข้อมูลของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ที่จะสร้างประสิทธิภาพความแม่นยำการแจ้งเตือน มากกว่าอิงแต่ระบบของ MRC 
  • หน่วนงานที่รับผิดชอบโดยตรงในเรื่องเขตแดนไทย-ลาว เช่น กระทรวงการต่างประเทศ, กรมแผนที่ทหาร ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่า เขื่อนปากแบ่งจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง เขตแดนไทย-ลาว ในแม่น้ำโขงหรือไม่อย่างไร ในการชี้แจงกับ กรรมาธิการต่างประเทศสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 8 และ 15 กันยายน 2565
  • หน่วยงานที่รับผิดชอบการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เช่น กระทรวงพลังงาน, กฟผ. ต่างปกปิดสัญญา ไม่เปิดเผยร่างสัญญาให้สังคมได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ภายใต้ข้ออ้างเป็นสัญญาทางธุรกิจ นับเป็นการลงนามเพื่อผูกพันตนเอง เพื่อไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลตามพรบ ข้อมูลข่าวสาร 
  • ความรับผิดชอบในการตอบจดหมายของภาคประชาสังคม 15 องค์กร เรื่องการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ในโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสะนะคาม เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2565 ถึงหน่วยงานภาครัฐ 12 หน่วยงาน มีเพียง 5 หน่วยงานเท่านั้นที่ตอบ แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบหรือเกี่ยวข้องกลับเพิกเฉย เช่น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), กรมประมง, กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย 
  • รัฐบาลไม่ได้ตอบสนองข้อเรียกร้องของสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7จังหวัดภาคอีสาน (คสข.) ตามจดหมายถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2564 มีสาระสำคัญได้แก่
  • การเจรจาระดับทวิภาคีระหว่างไทยกับ สปป.ลาว และกับจีน
  • การให้รัฐบาลชะลอการรับซื้อไฟฟ้าหรือทำข้อผูกพันในการรับซื้อไฟฟ้าใด ๆ ที่มาจากเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงของ สปป.ลาว ไปก่อน จนกว่าจะมีข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับความต้องการไฟฟ้าของไทย และความจำเป็นเกี่ยวกับการซื้อพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง
  • การจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการที่มีผลกระทบข้ามพรมแดนโดยรัฐบาลไทย
  • การจัดการฐานข้อมูลและจัดทำระบบเตือนภัยการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำอย่างทันท่วงที (Real-time)
  • การกำหนดมาตรการชดเชยเยียวยากับชุมชนริมโขงผู้ได้รับผลกระทบ
  • การมอบหมายให้คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งรัดการกระจายอ้านาจด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เป็นรูปธรรม
  • แต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพนิเวศในลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งส่งผลกระทบต่อทรัพยากรสัตว์น้ำ

ข้อเรียกร้องทั้งหมดเหล่านี้ รัฐบาลไม่ได้ตอบสนองในสาระสำคัญ แต่กลับกลับเดินหน้าในทิศทางตรงข้าม โดยเฉพาะการซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนแม่น้ำโขง ดังที่ได้ระบุไว้ตอนต้น มีเพียงการตอบสนองไปตามภาระกิจของหน่วยงาน ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในด้านการฟื้นฟูทรัพยากรประมงและการเกษตร ที่ยังไม่สามารถตอบสนองต่อการฟื้นฟูนิเวศน้ำโขงแบบองค์รวมได้ เช่น การวางแผนปล่อยปลาด้วยการเพิ่มจำนวนมากขึ้น ทั้งที่อัตราการรอดไม่ถึง 1%, การสนับสนุนการจัดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ของชุมชน, การนำพืชบางชนิดมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ได้แก่ พลับพลึงแม่น้ำโขง (Crinum viviparum) และหญ้าหวีด (Cryptocoryne sp.) เพื่อขยายพันธุ์และปลูกกลับในแหล่งธรรมชาติเดิม (แต่กิจกรรมนี้ จะเป็นการทำลายแหล่งพันธุกรรมพืชในธรรมชาติอย่างถาวร) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แผนการฟื้นฟูทรัพยากรประมงและการเกษตรทั้งหมดนี้ ยังไม่มีแผนการศึกษาระบบนิเวศแม่น้ำโขงแบบองค์รวมเพื่อการวางแผนฟื้นฟูระบบนิเวศ ทรัพยากรประมงและการเกษตรแม่น้ำโขงในระยะยาว 

  • ปรากฏการณ์น้ำโขงใสไร้ตะกอน ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 จนถึงปัจจุบัน ไม่มีคำอธิบายใด ๆ ที่ชัดเจนจากหน่วยงานเช่น สทนช. นั้น ส่งผลให้ชุมชนตลอดแม่น้ำโขงได้ตกลงร่วมกัน ตรวจวัดตะกอนแม่น้ำโขงด้วยตนเองมาตั้งแต่ต้นปี 2564 จนถึงปัจจุบัน โดยใช้กระบอกวัดและแผ่นเหล็กวัดความขุ่น ผลการวัดในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม ได้แสดงให้เห็นความแตกต่างของความขุ่นแม่น้ำโขงอย่างชัดเจน เปรียบเทียบระหว่างเหนือเขื่อนไซยะบุรี ที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย กับ ใต้เขื่อนไซยะบุรี ที่ อ.เชียงคาน อ.ปากชม จ.เลย, อ.ธาตุพนม จ.นครพนม, อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ และ อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี  ข้อมูลที่ชุมชนได้ตรวจวัดนี้ สอดคล้องกับข้อมูลปริมาณตะกอนก่อนและหลังการสร้างเขื่อนไซยะบุรี ที่ปรากฏในงานศึกษาติดตามผลกระทบการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายประธาน ของกรมทรัพยากรน้ำและ สทนช. พบว่า อัตราการลดลงของตะกอนเปรียบเทียบระหว่างเชียงแสน กับ เชียงคาน ลดงลงจาก 11.4% ในปี 2558 เป็น 77% และ 98%ในปี 2563 และ 2564 ตามลำดับ  นอกจากนี้เมื่อคำนวนปริมาณตะกอนที่หายไปเปรียบเทียบระหว่างสถานีเชียงแสนกับเชียงคาน ในช่วงเดือนธันวาคม 2563 ถึงเดือนมีนาคม 2564 พบว่า ตะกอนหายไปประมาณ 463,461.87 ตัน (หรือรถบรรทุก 30 ตัน ประมาณ 15,000 คัน) น้ำโขงใสนี้ ส่งผลโดยตรงต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขง ด้วยการกัดเซาะที่รุนแรงขึ้น, สารอาหารที่หายไปทั้งต่อการเกษตร อาหารของปลา และยังมีข้อสันนิฐานว่า เป็นแหล่งอาหารของนกบางชนิดด้วย

สถานการณ์แม่น้ำโขงในปี 2566

การลงนามซื้อขายไฟฟ้า ในโครงการเขื่อนหลวงพระบาง เขื่อนปากแบ่ง และเขื่อนปากลาย จะเป็นการนับถอยหลังการล่มสลายของระบบนิเวศแม่น้ำโขงและวิถีชุมชน ในจุดที่ยากจะหวนคืนได้ และเขื่อนอื่น ๆ ที่กั้นน้ำโขงตอนล่าง จะทยอยเข้าสู่ระบบการรับรองที่หลอกลวงว่าเป็นเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่ยั่งยืน ภายใต้กลไกระดับภูมิภาคของ MRC ได้แก่ เขื่อนสะนะคาม เขื่อนปากชม/ผามอง เขื่อนบ้านกุ่ม/สาละวัน เขื่อนภูงอย เขื่อนดอนสะโฮง(ส่วนขยาย) เขื่อนสะตุงเตร็ง และเขื่อนซัมบอ หากมีการสร้างเขื่อนกั้นน้ำโขงทั้งหมด ระบบนิเวศแม่น้ำโขงที่หล่อเลี้ยงผู้คนกว่า 60 ล้านคน จะล่มสลาย ไม่มีการหวนคืนอย่างสมบูรณ์

รัฐบาลไทยและกลไกของรัฐ ล้มเหลวทั้งหมด ในการปกป้อง คุ้มครอง เยียวยา ประชาชนไทยโดยเฉพาะที่อาศัยริมน้ำโขง และการรักษาระบบนิเวศแม่น้ำโขง แต่จะมีแผนงานฟื้นฟู เยียวยาแบบแยกส่วนเพิ่มขึ้น ภายใต้วาทะกรรมความยั่งยืนและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ

การเลือกตั้งทั่วไป และการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในปี 2565 อาจนำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบาย ที่ให้ความสำคัญกับแม่น้ำโขงและผลกระทบต่าง ๆ มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามหาก กฟผ. ได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ไปแล้วก่อนการเลือกตั้ง ก็ยากจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เว้นเสียแต่จะมีการบอกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้า แต่ต้องแลกกับการซื้อโครงการเขื่อนมาเป็นของ กฟผ. ด้วยเงินจำนวนเท่ากับรายได้จากการขายไฟฟ้าของบริษัทสร้างเขื่อนในระยะเวลาที่เหลืออยู่

การรักษาพลวัตรของชุมชน ในการสร้างพื้นที่คุ้มครองนิเวศและสัตว์น้ำในน้ำโขง เพื่อให้เป็นแหล่งสงวนและสร้างความสมบูรณ์ทรัพยากรประมง เพื่อความมั่นคงทางอาหารและรายได้ในระดับท้องถิ่น และเพื่อการฟื้นฟูนิเวศน้ำโขงในอนาคต

ข้อเสนอนโยบายเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนและเป็นธรรม

เจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลที่ชัดเจน ในการปกป้อง ฟื้นฟูและเยียวยา ระบบนิเวศนิเวศแม่น้ำโขงและฟื้นฟูวิถีการพึ่งพาแม่น้ำโขงให้มีความยั่งยืน สิ่งนี้จะชี้นำการทำงานของราชการให้ตอบสนองการแก้ไขปัญหาของชุมชน และ การเจรจาแบบทวิภาคีกับจีน และลาว อย่างมีศักดิ์ศรี

ปัจจุบัน มีข้อเสนอจากเครือข่ายที่ใกล้เคียงของ สมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.) เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2564 (รายละเอียด ได้กล่าวมาแล้ว) และเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำโขง-อีสาน เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2565 ได้แก่ 

  • หยุด ทบทวน โครงการพัฒนา “เก่า” และยกเลิกโครงการ “ใหม่” โดยรวมถึงโครงการผันน้ำ โขง เลย ชี มูน
  • การเยียวยาและฟื้นฟูเชิง นิเวศ สังคม และเศรษฐกิจ
  • การประเมินศักยภาพเชิงพื้นที่เพื่อเปิดพื้นที่การถกเถียงร่วมกัน
  • พัฒนากฎหมายการมีส่วนร่วม
  • ทบทวนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ และนโยบายการพัฒนาพลังงาน
  • การแก้ไขกฎหมายสิ่งแวดล้อมและกฎหมายน้ำให้ครอบคลุมประเด็นปัญหาข้ามพรมแดน
  • การกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากรให้ท้องถิ่น/ชุมชน
  • การส่งเสริมการพัฒนานโยบายการจัดการน้ำขนาดเล็กโดยชุมชนท้องถิ่น

นโยบายสนับสนุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เพื่อให้เป็นแหล่งสงวนและสร้างความสมบูรณ์ทรัพยากรประมง เพื่อความมั่นคงทางอาหารและรายได้ในระดับท้องถิ่น และเพื่อการฟื้นฟูนิเวศน้ำโขงในอนาคต โดยการสนับสนุนงบประมาณตรงสู่ชุมชน และสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันทางวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และชุมชน ให้สามารถทำงานร่วมกัน บนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน และยืดหยุ่นไปตามบริบทของชุมชน

รัฐและหน่วยงานของรัฐ ควรหยุดกิจกรรม ประเภทฟื้นฟูแบบแยกส่วน ที่เป้าหมายระบุว่าเพื่อฟื้นฟูเยียวยาสิ่งแวดล้อม แต่แท้จริงแล้วเป็นการทำลายรับบนิเวศอย่างรุนแรง เช่น โครงการขุดลอกหนองน้ำ ในพื้นที่ชุ่มน้ำ, โครงการสร้างประตูน้ำปิดกั้นปากแม่น้ำสงคราม หรือลำน้ำสายอื่น ๆ

การก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำศรีสองรัก บนแม่น้ำเลย

——————————————-

ข้อมูลทั่วไป 

  1. แม่น้ำโขงมีต้นกำเนิดจากทิเบต ไหลผ่านจีน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม มีความยาวประมาณ 4,800 กิโลเมตร เฉพาะในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ใน 4ประเทศ คือ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม หล่อเลี้ยงผู้คนมากกว่า 60 ล้านคน ในจำนวนนี้ มีผู้คนประมาณ 29.6 ล้านคนทำงานและใช้ชีวิตอยู่ภายในรัศมี 15 กิโลเมตร และผู้คนประมาณ 2.1 ล้านคนอยู่ในชุมชนที่อยู่ติดริมน้ำโขงภายในรัศมี 5 กิโลเมตรของแม่น้ำโขง (SEA 2010/2553) ในประเทศไทย มีประชาชนที่อาศัยริมน้ำโขง รัศมี 15 กม. ใน 7 จังหวัดภาคอีสาน = 1,485 หมู่บ้าน 90 ตำบล 25 อำเภอ (คสข.)

แม่น้ำโขงยังเป็นแหล่งโปรตีนของผู้คนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงมากถึงร้อยละ 47-80 โดยมีมูลค่าการทำประมงต่อปีอยู่ที่ประมาณ 127,000 – 231,000 ล้านบาท(wwf)

  • การเปลี่ยนแปลงการไหลของแม่น้ำโขง เริ่มปรากฏขึ้นเมื่อจีนได้สร้างเขื่อนม่านวาน แห่งแรก และเริ่มเปิดใช้งานในปี 2536 จากนั้นจนถึงปัจจุบัน ประเทศจีนได้สร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่อีก 10 เขื่อนจนถึงปี 2562 ได้แก่ เขื่อนต้าเฉาซาน, เขื่อนจินหง, เขื่อนเสี่ยวหวาน, เขื่อนนัวจาตู้, เขื่อนกงกว่อเฉี่ยว, เขื่อนโชวตู, เขื่อนเมียวเว่ย, เขื่อนต้าหัวเฉียว, เขื่อนหวงเติ่ง, เขื่อนวุ่นอองหลง มีกำลังการผลิตรวม 19,200 เมกะวัตต์ และสามารถเก็บกักน้ำรวมกันได้มากกว่า 40,000 ล้านลูกบาศก์เมตร 
  • ในช่วงเวลาเดียวกัน ลาวได้สร้างเขื่อนบนลำน้ำสาขา เช่น เขื่อนน้ำเทิน 2 (2553), เขื่อนน้ำงึม 2, เขื่อนเทินหินบูน, เขื่อนน้ำงึม 5, เขื่อนน้ำเงี๊ยบ ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการไหลของแม่น้ำโขงอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะที่เห็นได้ชัดเจน คือ เหตุการณ์น้ำโขงท่วมสูงนานกว่า 3 เดือนในปี 2561 เนื่องจากเขื่อนน้ำงึม-3-5 ระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง
  • ลาวได้สร้างเขื่อนไซยะบุรี กั้นน้ำโขงแห่งแรก และเปิดใช้งานในวันที่ 29 ตุลาคม2562 ต่อเนื่องด้วยเขื่อนดอนสะโฮง เปิดใช้งานในเดือนธันวาคม 2562 เช่นกัน รัฐบาลลาวให้สัมปทานสร้างเขื่อนไซยะบุรี แก่บริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์ ซึ่งมี ช.การช่าง เป็นผู้พัฒนาโครงการหลัก ร่วมกับผู้ลงทุนฝ่ายไทย และได้เงินกู้สร้างเขื่อนจากธนาคารของไทย 5 ธนาคาร มีสัญญาขายไฟฟ้าให้ กฟผ. 1260 เมกะวัตต์ ระยะเวลา 31 ปี
Advertisement

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s