สรุปสถานการณ์แม่น้ำโขง 2563

“หัวปี ท้ายปี กับ น้ำโขงใส ไร้ตะกอน และการระบาดของสาหร่ายแม่น้ำโขง” สถานการณ์ในปี 2563 ของแม่น้ำโขงนั้นนับว่ามีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากปัจจัยใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การเปิดใช้งานของเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ในวันที่ 29 ตุลาคม 2562 ที่ส่งผลกระทบเชิงประจักษ์มากมาย เช่น ภาวะน้ำโขงท้ายเขื่อนลดระดับจนแห้งขอด การเกิดภาวะน้ำใสไร้ตะกอน ส่งผลให้องค์ประกอบในนิเวศเปลี่ยนอย่างรุนแรงจนหลายพื้นที่ในภาคอีสานเกิดสาหร่ายแม่น้ำโขงระบาดหนักหลายเดือน, ปัจจัยจากเขื่อนจีนที่ยังคงบริหารน้ำตามใจชอบจนเกิดวิกฤติภัยแล้งต่อเนื่องยาวนาน ทั้งยังเกิดภาวะน้ำเพิ่มระดับนอกฤดูกาล, ภาวะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงที่ซ้ำเติมให้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคแม่น้ำโขงรุนแรงเพิ่มขึ้น และปัจจัยใหม่ที่ต้องจับตาคือภาวะโรคระบาดอันส่งผลต่อการจัดสรรและการเข้าถึงแหล่งอาหารในแต่ละพื้นที่ ไม่เพียงเท่านั้น ช่วงกระแสแห่งความทุกข์ยากของประชาชนในแม่น้ำโขงที่กำลังดำเนินไปนั้น ยังเกิดบรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศมหาอำนาจ ที่ใช้แม่น้ำโขงเป็นสนามของความขัดแย้ง การเมืองระดับโลกนี้ได้เกิดขึ้นทับซ้อนกับการเมืองระหว่างประเทศสมาชิกในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ซึ่งเราต้องจับตาและประเมินสถานการณ์กันต่อไปทั้งสองระดับ อย่างไรก็ตามปัจจัยเรื่องเขื่อนในแม่น้ำโขงยังคงเป็นปัจจัยหลักในเกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศแม่น้ำโขง อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในทันทีที่มีการเปิดใช้งานเขื่อนไซยะบุรี ด้วยปรากฎการณ์ “น้ำโขงใส ไร้ตะกอน” ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 จนเข้าสู่ต้นปี 2563 จนถึงเดือนเมษายน และเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี 2563 ปรากฎการณ์น้ำโขงใส ไร้ตะกอน ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2563 นับเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้นปรากฎการณ์ใหม่ของแม่น้ำโขง คือ “หัวปี ท้ายปี … Continue reading สรุปสถานการณ์แม่น้ำโขง 2563

แม่น้ำโขง 2563: “หัวปี ท้ายปี กับ น้ำโขงใส ไร้ตะกอน และการระบาดของสาหร่ายแม่น้ำโขง”

รายงานฉบับนี้สรุปโดย The Mekong Butterfly การเริ่มต้นของการเปิดใช้งานเขื่อนไซยะบุรีในวันที่ 29 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ได้สร้างจุดเปลี่ยนระบบนิเวศแม่น้ำโขงตอนล่าง พร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศแม่น้ำโขง อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในทันทีที่มีการเปิดใช้งานเขื่อนไซยะบุรี ด้วยปรากฎการณ์ “น้ำโขงใส ไร้ตะกอน” ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 จนเข้าสู่ต้นปี 2563 จนถึงเดือนเมษายน ปรากฎการณ์นี้เห็นได้ชัดเจนในแม่น้ำโขงด้านท้ายน้ำเมื่อไหลเข้าสู่พรมแดนไทย-ลาว ในเขตอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ลงไปตามลำน้ำโขงจนถึงเขตอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี รวมระยะทางกว่า 800 กิโลเมตร และเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี 2563 ปรากฎการณ์น้ำโขงใส ไร้ตะกอน ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2563 นับเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ก่อนการเปิดใช้งานเขื่อนไซยะบุรี  ชาวประมงในทุกจังหวัดติดแม่น้ำโขงของประเทศไทย ระบุตรงกันว่า สภาวะน้ำโขงใส ไร้ตะกอน ในอดีตจะเกิดในช่วงเวลาสั้น ๆ ประมาณ 2-3 เดือน คือระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปีเท่านั้น ดังนั้นปรากฎการณ์ใหม่ของแม่น้ำโขง คือ “หัวปี ท้ายปี กับ น้ำโขงใส ไร้ตะกอน” … Continue reading แม่น้ำโขง 2563: “หัวปี ท้ายปี กับ น้ำโขงใส ไร้ตะกอน และการระบาดของสาหร่ายแม่น้ำโขง”

สภาประชาชนลุ่มน้ำโขงไทย: ประสานประชาชนหลากสายน้ำ ร่วมลงเสาเอก ตอกเสาเข็ม ก้าวแรกสู่สภาประชาชนลุ่มน้ำโขงอาเซียน

เรื่องและภาพโดย ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร “แม่โขงคือแม่ผู้ให้ความโอบอ้อม โอบกอด มอบสิ่งดีงามให้กับผู้คน เพราะฉะนั้นแม่จึงสำคัญที่สุด ทุกคนมีแม่…ในมุมมองของประชาชน เมื่อมองแม่น้ำโขงจะมองว่าแม่น้ำโขงนั้นมีชีวิตและมีจิตวิญญาณ แต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพราะมนุษย์บางกลุ่มมองแม่น้ำเป็นเครื่องมือ เป็นกลไก แต่มุมมองในอดีต คือ เราเห็นแม่น้ำ เราจะเห็นชีวิต วิถี และวัฒนธรรม การมองแม่น้ำโขงแบบไม่เห็นชีวิต มอง (แม่น้ำโขง) เป็นคลองส่งน้ำ คือ การมองแบบเห็นแก่ตัว” คำกล่าวด้านบนของนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ สะท้อนมุมมองความสัมพันธ์ระหว่างคนโขงกับแม่น้ำโขงได้เป็นอย่างดี พวกเขาไม่เคยมองแม่น้ำเป็นเพียงทรัพยากรหรือเป็นคลองลำเลียงสิ่งของหรือท่อน้ำไหลทิ้ง แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่หล่อหลอมเชื่อมร้อยสิ่งละอันพันละน้อยอื่น ๆ ตลอดลุ่มน้ำเข้าด้วยกัน บรรยากาศการประชุมสภาประชาชนลุ่มน้ำโขง ภายในความยาวกว่าเกือบห้าพันกิโลเมตร นับตั้งแต่จุดกำเนิดจากที่ราบสูงทิเบตไปจนถึงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงออกยังทะเลจีนใต้ แม่น้ำโขงรัดร้อยผู้คนกว่า 60 ล้านชีวิต มากกว่าร้อยชาติพันธุ์ ใน 6 ประเทศ นับแต่จีนตอนใต้บริเวณมณฑลยูนนาน เมียนมาร์ ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ที่พึ่งพาพันธุ์ปลากว่าเก้าร้อยชนิด สัตว์น้ำอื่น ๆ อีกหลายร้อยชนิด และคนโขงยังอาศัยอยู่ร่วมกับพืชพรรณอีกกว่าสองหมื่นชนิด สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ต่าง ๆ … Continue reading สภาประชาชนลุ่มน้ำโขงไทย: ประสานประชาชนหลากสายน้ำ ร่วมลงเสาเอก ตอกเสาเข็ม ก้าวแรกสู่สภาประชาชนลุ่มน้ำโขงอาเซียน

โครงการถนนสองช่องทางเชื่อมต่อโครงการทวาย: ความคืบหน้าและสถานการณ์ปัจจุบัน (2563)

ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของโครงการถนนสองช่องทางเชื่อมต่อโครงการทวาย   โครงการถนนเชื่อมต่อโครงการทวาย (Dawei Road Link) เป็นหนึ่งในโครงการหลักของโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย มีจุดประสงค์ในการช่วยย่นย่อระยะทางและระยะเวลาของการขนส่งสินค้าและบริการจากชายฝั่งทะเลอันดามันประเทศเมียนมาร์ไปยังทะเลจีนใต้ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ มีการคาดการณ์กันว่าถนนเส้นนี้จะสามารถขนส่งสินค้าและบริการจากชายฝั่งทะเลอันดามันไปยังท่าเรือแหลมฉบังของไทยเพียงไม่ถึง 8 ชั่วโมง โดยถนนทวายเส้นนี้มีความยาว 138 กิโลเมตร มีจุดเริ่มต้นจากตัวโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษไปยังชายแดนไทย – เมียนมาร์ ที่ด่านพุน้ำร้อน อำเภอบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี ถนนเส้นนี้มีความสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศไทยและเมียนมาร์อย่างมีนัยสำคัญ เพราะจะเชื่อมต่อกับถนนทางหลวงเชื่อมต่อบ้านเก่า – กาญจนบุรี จากนั้นจึงเชื่อมไปยังถนนทางหลวงหมายเลข 81 กาญจนบุรี – บางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี และเชื่อมต่ออีกทอดหนึ่งไปยังนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและท่าเรือแหลมฉบังของประเทศไทย โครงการนี้ ถูกสถาปนาขึ้นอย่างชัดเจนภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลไทยโดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2558 เรื่อง การดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรีในการสนับสนุนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง สาระสำคัญของมติดังกล่าวคือการให้เงินกู้ผ่อนปรนจำนวน 4,500 ล้านบาทแก่รัฐบาลเมียนมาร์เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างโครงการถนนสองช่องทางเชื่อมต่อโครงการทวายในระยะทาง 138 โดยมีสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) เป็นหน่วยงานตัวแทนในการดำเนินการโครงการ มีหน้าที่ในการออกแบบเงื่อนไขเงินกู้ยืม เพื่อเป็นการช่วยเหลือทางการเงิน (Financial Assistance: FA) และยังมีหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ (Technical Assistance: TA) โดยการจัดทำรายงานสำรวจและออกแบบรายละเอียดโครงการถนนสองช่องทางเชื่อมต่อโครงการทวายด้วย … Continue reading โครงการถนนสองช่องทางเชื่อมต่อโครงการทวาย: ความคืบหน้าและสถานการณ์ปัจจุบัน (2563)

แรงงานทวายในไทยกับการเผชิญภัยจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด 19 

ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร   เป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนเต็ม ๆ ที่ตลาดนัดจตุจักร ห้างสรรพสินค้าอย่าง JJ Plaza และห้างสรรพสินค้าอื่น ๆ ตลอดจนกิจกรรมที่อาจส่งผลให้เกิดการรวมตัวขนาดใหญ่ของผู้คนถูกประกาศปิดและเลื่อนออกไปหลังจากที่มาตรการกึ่งปิดเมืองถูกนำมาใช้กับกรุงเทพฯ เป็นที่แรกในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม และการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินของคณะรัฐมนตรี  ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ชะงักงันเป็นอัมพาตไปชั่วขณะ แม้ร้านค้า ร้านอาหารยังคงเปิดได้ตามปกติในหลายจุด แต่บรรยากาศโดยรวมค่อนข้างเงียบเหงา ทันทีที่มาตรการดังกล่าวมีผล แรงงาน ลูกจ้างรายวัน ก็อยู่ในสถานะว่างงานชั่วคราวทันที แรงงานชาวเมียนมา โดยเฉพาะชาวทวายที่ส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในพื้นที่ห้างสรรพสินค้าและตลาดนัดจตุจักร และพื้นที่ใกล้เคียง ที่อยู่ในภาคการค้าและบริการก็ยิ่งได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน จากการประเมินขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration: IOM) วิกฤตโควิด 19 ทำให้แรงงานข้ามชาติราว 150,000-200,000 คน จากประเทศกัมพูชา  ลาว เมียนมา และเวียดนาม ตกงานทันที แรงงานชาวทวายก็ดูจะเป็นหนึ่งในจำนวนที่จะต้องเผชิญสภาวะดังกล่าว มาตรการกึ่งปิดเมือง เพื่อตัดวงจรการพบปะสัญจรของผู้คนเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาเพื่อยังยั้งการแพร่ระบาดของเชื่อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ อันก่อให้เกิดโรคโควิด 19 ซึ่งมีการแพร่ระบาดอย่างหนักและส่งผลกระทบไปทั่วโลก แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นมาตรการที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพของประชาชนเป็นหลัก … Continue reading แรงงานทวายในไทยกับการเผชิญภัยจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด 19 

คุยกับทนายอาสา – ถอดบทเรียนการต่อสู้ตามช่องทางทางกฎหมายในเมียนมา กรณี เหมืองแร่ดีบุกเฮงดา

ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร เมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมา บริษัทเหมืองแร่ดีบุก ซึ่งเป็นบริษัทของนักธุรกิจไทยที่เข้าไปดำเนินกิจการเหมืองแร่ดีบุกเฮงดา ตั้งแต่ปี 2542 แพ้คดีในศาลชั้นต้นเมืองทวาย ต่อนาย ซอ ดา เชว (Saw Dah Shwe) ชาวบ้านหมู่บ้านกะบันเชาว์ (Kin Baung Chaung)ซึ่งได้ฟ้องร้องคดีต่อศาลเมืองทวายว่า ในปี 2556 เขาได้รับผลกระทบจากการที่เหมืองเฮงดา เหมืองแร่ดีบุกซึ่งตั้งอยู่ใกล้บ้านและพื้นที่สวนของเขานั้นปล่อยน้ำเสียและกากตะกอนหางแร่จากการทำเหมืองแบบเปิดของบริษัท ลงมาตามลำน้ำ ทำให้ ต้นไม้และพันธุ์พืชของเขาเสียหายอย่างมาก โดยศาลมีคำตัดสินให้ทางบริษัทชดใช้ค่าเสียหายต่อนายซอ ดา เชว จำนวน จ่ายค่าชดเชยเป็นเงินจำนวน 114,800,000 จั๊ต (หรือราว 2,400,000 บาท) ความสำเร็จ (แม้จะในระดับศาลชั้นต้น) ในการชนะคดีของนายซอ ดา เชว ในครั้งนี้ นำมาซึ่งการขบคิดถึงการต่อสู้ในกระบวนการทางกฎหมายของประชาชนในประเทศเมียนมา ต่อการถูกละเมิดโดยบริษัทจากต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศและสร้างความเสียหายในทางทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อม The Mekong Butterfly และเสมสิกขาลัย ได้มีโอกาสนทนาและถอดบทเรียนการต่อสู้ทางคดีในกรณีเหมืองเฮงดาต่อทนายซอว์ (นามสมมติ) และตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคมแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ให้การสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและการฟ้องร้องคดีต่อศาลให้กับชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการของบริษัท … Continue reading คุยกับทนายอาสา – ถอดบทเรียนการต่อสู้ตามช่องทางทางกฎหมายในเมียนมา กรณี เหมืองแร่ดีบุกเฮงดา

Thailand’s Direct Investments in Neighbouring Countries Impacts to the Environment and Communities, and Violations of Human Rights

This report “Thailand’s Direct Investments in Neighbouring Countries: Impacts to the Environment and Communities, and Violations of Human Rights.” was translated from the Thai version that finished in September 2017. it contains 12 case studies in different countries, classified by country, consisting of; Laos; Xayaburi hydropower project, Pak Beng hydropower project, Hongsa coal – fire … Continue reading Thailand’s Direct Investments in Neighbouring Countries Impacts to the Environment and Communities, and Violations of Human Rights

โรงงานร้าง ศูนย์ปฏิบัติการฯ อันว่างเปล่า และความรับผิดชอบที่ตกค้างของทุนน้ำตาลไทยในเกาะกง

เรื่องและภาพ โดย ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร ศูนย์ปฏิบัติการวิชาการ ถุงปุ๋ยชีวภาพ และกองขวดสารเคมีเกลื่อนกลาด ที่มีข้อความกำกับและอธิบายเป็นภาษาไทยนี้ข้ามเขตแดนไทยมาปรากฏอยู่บนพื้นที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ที่แต่เดิมเต็มไปด้วยอ้อยจำนวนมากมายมหาศาลกว่าเกือบ 20,000 เฮกตาร์ ในพื้นที่อำเภอสเรอัมเบล จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่สัมปทานเพื่อปลูกอ้อยและจัดตั้งโรงงานน้ำตาลของบริษัท เกาะกงการเกษตร จำกัด (Koh Kong Plantation Company Limited : KPT) และ บริษัท น้ำตาลเกาะกง จำกัด (Koh Kong Sugar Industry Company Limited : KSI) บริษัทย่อยของบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) ทุนน้ำตาลที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของไทย ซึ่งเข้ามาปักหลักลงทุนในพื้นที่นี้ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2,000 ล้านบาท แต่น่าแปลกที่สภาพของอาคารศูนย์ปฏิบัติการ และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ เช่น อาคารสำนักงาน บ้านพักคนงาน … Continue reading โรงงานร้าง ศูนย์ปฏิบัติการฯ อันว่างเปล่า และความรับผิดชอบที่ตกค้างของทุนน้ำตาลไทยในเกาะกง

บริษัทเหมืองแร่ไทยในทวาย แพ้คดีต่อชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบในกรณีเหมืองเฮงดา

ศาลทวายมีคำพิพากษาตัดสินให้นายซอ ดา เชว (Saw Dah Shew) ชนะคดีแพ่งต่อบริษัทเมียมาร์ พงษ์พิพัทธ์ จำกัด โดยศาลสั่งให้ทางบริษัทฯ จ่ายค่าชดเชยเป็นเงินจำนวน 114,800,000 จั๊ต (หรือราว 2,400,000 บาท) เนื่องจากการดำเนินการของบองบริษัทในกิจการเหมืองแร่ดีบุกส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2563 ทาง The Mekong Butterfly ได้รับแจ้งแถลงข่าวจากภาคประชาสังคมในเมืองทวาย ประเทศเมียนมาว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคม ศาลชั้นต้นเมืองทวายมีคำพิพากษาให้ทางบริษัท เมียนมาร์ พงษ์ พิพัทธ์ จำกัด บริษัทของนักธุรกิจชาวไทยซึ่งจดทะเบียนในเมียนมาจ่ายค่าชดเชยทางแพ่งให้กับนายซอ ดา เชว ชาวบ้านหมู่บ้านกะบันเชาว์ (Kin Baung Chaung) หลังจากที่ทางนาย ซอ ดา เชว ฟ้องคดีต่อทางบริษัทฯ ให้มีการจ่ายค่าชดเชยหลังจากที่การดำเนินการของบริษัทฯ สร้างผลกระทบต่อทรัพย์สิน การดำเนินชีวิต และสิ่งแวดล้อมของพวกเขา โดยทางนายซอ ดา เชว ได้ยื่นฟ้องศาลไปตั้งแต่ปี … Continue reading บริษัทเหมืองแร่ไทยในทวาย แพ้คดีต่อชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบในกรณีเหมืองเฮงดา

Deep in Blue (Mekong) : ท่วมหน้าแล้ง แห้งหน้าฝน และโขงคราม กับความ “ขึด” ของเขื่อนที่กระทำต่อแม่น้ำโขง

ธีรชัย ศาลเจริญกิจถาวร ในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา บนหน้าสื่อสังคมออนไลน์ได้ปรากฏภาพของแม่น้ำโขงสีครามจากหลายพื้นที่ในจังหวัดริมโขง ไล่ลงมานับตั้งแต่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลยจนถึงอุบลราชธานี ผู้คนในโลกเสมือนต่างพากันแสดงความตกตะลึงและชื่นชมความสวยงามนี้ และอยากจะลองไปเที่ยวชมความงามที่หาได้ยากจากที่ไม่ปรากฏในสถานการณ์ปกติ โดยปกติแล้วน้ำโขงจะเป็นสีขุ่นหรือสีปูน แม้ว่าในช่วงฤดูแล้งผิวน้ำจะมีลักษณะที่ใสลงมาบ้าง แต่ก็ไม่มากจนเรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์โขงครามทั่วท้องน้ำอย่างที่เห็น ราวกับเป็นกระจกใสเช่นนี้ในทุกพื้นที่ หากจะเปรียบเทียบให้ชัดเจนเราจะเห็นความขุ่นของแม่น้ำโขงได้เมื่อไปยืนชมแม่น้ำโขงในจุดที่แม่น้ำโขงได้พบเจอกับแม่น้ำมูน หรือบริเวณที่เรียกว่า “แม่น้ำสองสี” แต่ขณะนี้น้ำโขงได้ใสเทียบเท่าและอาจจะมากกว่าแม่น้ำมูนไปแล้ว หรือหากมองไปในแม่น้ำโขงบริเวณพื้นที่ริมแม่น้ำจะมีสีขุ่นชัดเจน เมื่อเทียบกับพื้นที่กลางน้ำ วลีที่ใช้ส่งเสริมการท่องเที่ยวและบ่งบอกธรรมชาติของสองสายน้ำที่ว่า “โขงสีปูน มูนสีคราม” จึงไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป ใต้ความสวยพิฆาตของแม่น้ำโขงในขณะนี้ ลึกลงไปในรายละเอียดเราจะพบว่าจริง ๆ แล้วแม่น้ำโขงกำลังหิวโหย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “hungry water effect” เกิดจากการที่น้ำไม่มีตะกอนให้กิน หรือไม่มีตะกอนพัดมากับน้ำเลย ทั้งนี้เนื่องจากว่าตะกอนที่ปกติพัดมากับการไหลของสายน้ำถูกกักไว้อย่างผิดธรรมชาติ โดยเขื่อนกั้นลำน้ำโขงสายหลัก ตะกอนปริมาณมหาศาลจมลงจากผิวน้ำลงสู่ใต้น้ำ เกิดภาวการณ์ตกตะกอน น้ำที่เล็ดลอดออกมาจากการผลิตกระแสไฟฟ้าของเขื่อนที่ก่อนหน้านี้ถูกกักไว้จึงกลายเป็นสีครามอย่างที่เห็น เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และนักวิชาการที่ติดตามความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง ได้ร่วมกันจัดงานเสวนา “น้ำท่วมหน้าแล้ง น้ำแห้งหน้าฝน สู่โขงสีคราม: ปัญหา ผลกระทบ และความรับผิดชอบ” ณ สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน (สะพานหัวช้าง) … Continue reading Deep in Blue (Mekong) : ท่วมหน้าแล้ง แห้งหน้าฝน และโขงคราม กับความ “ขึด” ของเขื่อนที่กระทำต่อแม่น้ำโขง