เขื่อนจีนกับ 12 ปี แห่งการขโมยน้ำโขง: อาการหน้าไหว้หลังหลอก (两面三刀) ของคนเห็นแก่ตัว (自私自利) ของจีนต่อรัฐบาลประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง

แม่น้ำโขงต้องคำสาปทรัพยากร (Resource Curse) หรือไม่ ไม่มีใครสามารถบอกได้ แต่ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศของแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นหลักประกันความมั่นคงของสรรพชีวิตทั้งปวง และการดำรงอยู่ของชุมชนลุ่มน้ำโขงหลากหลายชาติพันธุ์มาอย่างยาวนานนั้น ได้ถูกใช้ไปในมิติใหม่ นั่นคือแปรผันความอุดมสมบูรณ์ทั้งปวงที่มีอยู่ให้กลายเป็นไฟฟ้า ผ่านสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่า “เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ” และทำลายหลักประกันความมั่นคงของสรรพชีวิตทั้งหลายออกไป ระยะเวลาเพียงผีเสื้อกระพือปีกของประวัติศาสตร์การกำเนิดเขื่อนบนแม่น้ำโขง ตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมา ที่ประเทศจีนได้เริ่มสร้างและเดินเครื่องเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนแรกคือ เขื่อนม่านวาน ที่สร้างแรงกระชากต่อวัฏจักรน้ำโขงครั้งรุนแรง นั่นคือปรากฏการณ์น้ำโขงแห้ง วัดค่าได้ต่ำมากและจนถึงวัดค่าไม่ได้ ที่สถานีเชียงแสนใน 2 ช่วงเวลาคือ ระหว่างวันที่ 19-26 เมษายน ระดับน้ำโขงอยู่ระหว่าง 0.88-1.0 เมตร และ ระหว่างวันที่ 26-28 พฤษภาคม 2536 ระดับน้ำโขงอยู่ระหว่าง 0 – 0.23 เมตร ซึ่งปรากฏการณ์นี้ทั้งคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission) และประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างพร้อมใจกันเรียกว่า “ภัยแล้ง” เหมือนว่าวิกฤตินี้เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอันธรรมดาสามัญ จนถึงปัจจุบัน ประเทศจีนได้สร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงแล้วเสร็จจำนวน 11 เขื่อน โดยไม่เคยแสดงเจตจำนงที่จะปรึกษาหารือใด ๆ กับประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง … Continue reading เขื่อนจีนกับ 12 ปี แห่งการขโมยน้ำโขง: อาการหน้าไหว้หลังหลอก (两面三刀) ของคนเห็นแก่ตัว (自私自利) ของจีนต่อรัฐบาลประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง

เมื่อคนโขงบุกกรุง เหยียบย่ำเดินเท้าเว้าแทนปลา (ตอนที่ 2)

เรื่องและภาพ ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร คนโขงบุกทำเนียบ EP.2 ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์รัฐบาล สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เวลาประมาณ 15.30 น. หลังจากเดินขบวน “เดินเท้าเว้าแทนปลา” จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัวแทนสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน ได้เข้าพบตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ 12 หน่วยงาน ทั้งระดับกรมและกระทรวงที่มีความเกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาแม่น้ำโขง ณ อาคารสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ระเบียบวาระการประชุมเรื่องน้ำโขง เพื่อนำไปสู่การสร้างข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรมมีประเด็นการหารือทั้งสิ้น 7 ประเด็น ตามข้อเสนอ/ข้อเรียกร้อง  7 ข้อที่ทางชุมชนริมโขงแบกมาเพื่อต่อรองกับองค์กรภาครัฐ โดยมีนายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ “แรมโบ้อีสาน” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในที่ประชุม ประเด็นที่ 1 ขอให้เร่งรัดกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการด้านทวิภาคีระหว่างไทยกับลาว ระหว่างหน่วยงานด้านพลังงานและหน่วยงานด้านทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม เพื่อทำงานเชิงบูรณาการความร่วมมือและความช่วยเหลือด้านการบริหารจัดการน้ำ และการแบ่งปันข้อมูล โดยจัดทำเป็นประเด็นหารือระดับผู้นำระหว่างผู้นำของไทยกับลาวให้เสร็จสิ้นภายในเดือน มี.ค. 2564 และขยายผลสู่การเจรจากับจีนโดยในการเจรจาจะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นอย่างกว้างขวางเพื่อประโยชน์ต่อทรัพยากรธรรมชาติสูงสุดของประเทศและรักษาไว้ในคนรุ่นหลังต่อไป อ้อมบุญ ทิพย์สุนา ในนามประธานสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน 7 จังหวัดลุ่มน้ำโขง กล่าวว่า วันนี้เรามากันเกือบร้อยชีวิตเพื่อพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำโขง เราต้องบอกว่าขณะนี้แม้จะมีกลไกระหว่างประเทศแต่นั่นก็ไม่เพียงพอในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อนที่ทำให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดน งานวิจัยของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ … Continue reading เมื่อคนโขงบุกกรุง เหยียบย่ำเดินเท้าเว้าแทนปลา (ตอนที่ 2)

เมื่อคนโขงบุกกรุง เหยียบย่ำเดินเท้าเว้าแทนปลา (ตอนที่ 1)

เรื่องและภาพโดย ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร "เดินเท้า เว้าแทนปลา" คนโขงบุกทำเนียบ พร้อมยื่นข้อเสนอ 7 ข้อ หลังการตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อแก้ไขปัญหาแม่น้ำโขงเงียบหายไปกับสายลมนานเกือบปี นับแต่มีการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีและการเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ส่งขายไฟฟ้าเข้ามาในระบบการไฟฟ้าที่มีผู้รับซื้ออย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เมื่อเดือนตุลาคม 2562 ความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ยากที่จะอธิบายอย่างหลีกเลี่ยงว่าปรากฏการณ์แม่น้ำโขงสีคราม สวยใสไร้ตะกอนนั้น ไม่ได้มาจากการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลัก อาการของมหันตภัยจากเขื่อนที่กระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนริมโขงถูกพูดถึงบนแม่น้ำโขงผ่านสื่อหลายประเภทจนเห็นเป็นประจักษ์พยานแล้วว่าแม่น้ำโขงวิกฤตจากสาเหตุใดเป็นหลัก ก่อนวันหยุดเขื่อนโลก (14 มีนาคมของทุกปี) เพียงสามวันคนโขงในฝ่ายประเทศจาก 7 จังหวัด ประกอบด้วย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี กว่า 50 ชีวิต จึงได้เดินทางเข้าใจกลางกรุงเทพมหานครที่หน่วยงานละแวกทำเนียบรัฐบาลเพื่อบอกเล่าปัญหาที่พวกเขาต้องพบเจอมานานนับหลายปี ไปจนถึงเสนอข้อเรียกร้องเข้าเจราจากับหน่วยงานรัฐกว่า 12 หน่วยงาน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วยการสร้างกลไกที่เป็นรูปธรรมและปฏิบัติงานได้จริง ซีรีส์บทความ “เดินเท้าเว้นแทนปลา” นี้จะเป็นการบันทึกเหตุการณ์และข้อความหรือข้อสรุปต่าง ๆ ที่ได้จากบทสนทนาระหว่างเครือข่ายภาคประชาสังคม ตัวแทนประชาชนริมโขงจากทั้ง  7 จังหวัด กับ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาและความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่เกิดขึ้นบนแม่น้ำโขง โดยในบทความแรกนี้จะเป็นการสรุปบันทึกการพูดคุยและเจรจาระหว่างตัวแทนภาคประชาชนริมโขง และ … Continue reading เมื่อคนโขงบุกกรุง เหยียบย่ำเดินเท้าเว้าแทนปลา (ตอนที่ 1)

แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรม Fair Finance Thailand เรียกร้องธนาคารไทยแสดงจุดยืนต่อเขื่อนหลวงพระบาง พร้อมพิจารณายกเลิกให้สินเชื่อ

แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรม Fair Finance Thailand เรียกร้องธนาคารไทยแสดงจุดยืนต่อเขื่อนหลวงพระบาง และขอให้ธนาคารพิจารณายกเลิกสินเชื่อโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 นางสาวไพรินทร์ เสาะสาย ผู้ประสานงานองค์กรแม่น้ำนานาชาติประเทศไทย และสมาชิกแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand) เปิดเผยว่า แนวร่วมฯ ได้ส่งจดหมายถึงผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ไทย 7 แห่ง โดยในจดหมายมีเนื้อหาเรียกร้องให้ธนาคารแสดงจุดยืนต่อโครงการเขื่อนหลวงพระบาง และขอให้พิจารณาเพิ่ม “โครงการผลิตไฟฟ้าในแม่น้ำโขงสายหลัก” ในรายการสินเชื่อต้องห้าม (exclusion list) ของธนาคาร จดหมายนี้ได้ส่งถึงผู้บริหารของ ธนาคารพาณิชย์ 7 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพานิชย์ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทิสโก้ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นธนาคารที่ให้เงินกู้ให้แก่โครงการเขื่อนไซยะบุรี นอกจากนี้จดหมายดังกล่าวยังส่งถึงสมาคมธนาคารไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานกำกับผู้ประสานงานกล่าวว่าก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกันยายน 2563  แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย และตัวแทนเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ได้เข้าร่วมประชุมที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อนำเสนอความกังวลและความเสี่ยงในการปล่อยเงินกู้แก่โครงการเขื่อนหลวงพระบาง ต่อผู้แทนธนาคารทั้ง 7 แห่ง โดยก่อนหน้านั้นในเดือนสิงหาคม … Continue reading แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรม Fair Finance Thailand เรียกร้องธนาคารไทยแสดงจุดยืนต่อเขื่อนหลวงพระบาง พร้อมพิจารณายกเลิกให้สินเชื่อ

สรุปสถานการณ์แม่น้ำโขง 2563

“หัวปี ท้ายปี กับ น้ำโขงใส ไร้ตะกอน และการระบาดของสาหร่ายแม่น้ำโขง” สถานการณ์ในปี 2563 ของแม่น้ำโขงนั้นนับว่ามีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากปัจจัยใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การเปิดใช้งานของเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ในวันที่ 29 ตุลาคม 2562 ที่ส่งผลกระทบเชิงประจักษ์มากมาย เช่น ภาวะน้ำโขงท้ายเขื่อนลดระดับจนแห้งขอด การเกิดภาวะน้ำใสไร้ตะกอน ส่งผลให้องค์ประกอบในนิเวศเปลี่ยนอย่างรุนแรงจนหลายพื้นที่ในภาคอีสานเกิดสาหร่ายแม่น้ำโขงระบาดหนักหลายเดือน, ปัจจัยจากเขื่อนจีนที่ยังคงบริหารน้ำตามใจชอบจนเกิดวิกฤติภัยแล้งต่อเนื่องยาวนาน ทั้งยังเกิดภาวะน้ำเพิ่มระดับนอกฤดูกาล, ภาวะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงที่ซ้ำเติมให้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคแม่น้ำโขงรุนแรงเพิ่มขึ้น และปัจจัยใหม่ที่ต้องจับตาคือภาวะโรคระบาดอันส่งผลต่อการจัดสรรและการเข้าถึงแหล่งอาหารในแต่ละพื้นที่ ไม่เพียงเท่านั้น ช่วงกระแสแห่งความทุกข์ยากของประชาชนในแม่น้ำโขงที่กำลังดำเนินไปนั้น ยังเกิดบรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศมหาอำนาจ ที่ใช้แม่น้ำโขงเป็นสนามของความขัดแย้ง การเมืองระดับโลกนี้ได้เกิดขึ้นทับซ้อนกับการเมืองระหว่างประเทศสมาชิกในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ซึ่งเราต้องจับตาและประเมินสถานการณ์กันต่อไปทั้งสองระดับ อย่างไรก็ตามปัจจัยเรื่องเขื่อนในแม่น้ำโขงยังคงเป็นปัจจัยหลักในเกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศแม่น้ำโขง อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในทันทีที่มีการเปิดใช้งานเขื่อนไซยะบุรี ด้วยปรากฎการณ์ “น้ำโขงใส ไร้ตะกอน” ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 จนเข้าสู่ต้นปี 2563 จนถึงเดือนเมษายน และเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี 2563 ปรากฎการณ์น้ำโขงใส ไร้ตะกอน ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2563 นับเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้นปรากฎการณ์ใหม่ของแม่น้ำโขง คือ “หัวปี ท้ายปี … Continue reading สรุปสถานการณ์แม่น้ำโขง 2563

แม่น้ำโขง 2563: “หัวปี ท้ายปี กับ น้ำโขงใส ไร้ตะกอน และการระบาดของสาหร่ายแม่น้ำโขง”

รายงานฉบับนี้สรุปโดย The Mekong Butterfly การเริ่มต้นของการเปิดใช้งานเขื่อนไซยะบุรีในวันที่ 29 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ได้สร้างจุดเปลี่ยนระบบนิเวศแม่น้ำโขงตอนล่าง พร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศแม่น้ำโขง อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในทันทีที่มีการเปิดใช้งานเขื่อนไซยะบุรี ด้วยปรากฎการณ์ “น้ำโขงใส ไร้ตะกอน” ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 จนเข้าสู่ต้นปี 2563 จนถึงเดือนเมษายน ปรากฎการณ์นี้เห็นได้ชัดเจนในแม่น้ำโขงด้านท้ายน้ำเมื่อไหลเข้าสู่พรมแดนไทย-ลาว ในเขตอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ลงไปตามลำน้ำโขงจนถึงเขตอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี รวมระยะทางกว่า 800 กิโลเมตร และเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี 2563 ปรากฎการณ์น้ำโขงใส ไร้ตะกอน ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2563 นับเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ก่อนการเปิดใช้งานเขื่อนไซยะบุรี  ชาวประมงในทุกจังหวัดติดแม่น้ำโขงของประเทศไทย ระบุตรงกันว่า สภาวะน้ำโขงใส ไร้ตะกอน ในอดีตจะเกิดในช่วงเวลาสั้น ๆ ประมาณ 2-3 เดือน คือระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปีเท่านั้น ดังนั้นปรากฎการณ์ใหม่ของแม่น้ำโขง คือ “หัวปี ท้ายปี กับ น้ำโขงใส ไร้ตะกอน” … Continue reading แม่น้ำโขง 2563: “หัวปี ท้ายปี กับ น้ำโขงใส ไร้ตะกอน และการระบาดของสาหร่ายแม่น้ำโขง”

สภาประชาชนลุ่มน้ำโขงไทย: ประสานประชาชนหลากสายน้ำ ร่วมลงเสาเอก ตอกเสาเข็ม ก้าวแรกสู่สภาประชาชนลุ่มน้ำโขงอาเซียน

เรื่องและภาพโดย ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร “แม่โขงคือแม่ผู้ให้ความโอบอ้อม โอบกอด มอบสิ่งดีงามให้กับผู้คน เพราะฉะนั้นแม่จึงสำคัญที่สุด ทุกคนมีแม่…ในมุมมองของประชาชน เมื่อมองแม่น้ำโขงจะมองว่าแม่น้ำโขงนั้นมีชีวิตและมีจิตวิญญาณ แต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพราะมนุษย์บางกลุ่มมองแม่น้ำเป็นเครื่องมือ เป็นกลไก แต่มุมมองในอดีต คือ เราเห็นแม่น้ำ เราจะเห็นชีวิต วิถี และวัฒนธรรม การมองแม่น้ำโขงแบบไม่เห็นชีวิต มอง (แม่น้ำโขง) เป็นคลองส่งน้ำ คือ การมองแบบเห็นแก่ตัว” คำกล่าวด้านบนของนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ สะท้อนมุมมองความสัมพันธ์ระหว่างคนโขงกับแม่น้ำโขงได้เป็นอย่างดี พวกเขาไม่เคยมองแม่น้ำเป็นเพียงทรัพยากรหรือเป็นคลองลำเลียงสิ่งของหรือท่อน้ำไหลทิ้ง แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่หล่อหลอมเชื่อมร้อยสิ่งละอันพันละน้อยอื่น ๆ ตลอดลุ่มน้ำเข้าด้วยกัน บรรยากาศการประชุมสภาประชาชนลุ่มน้ำโขง ภายในความยาวกว่าเกือบห้าพันกิโลเมตร นับตั้งแต่จุดกำเนิดจากที่ราบสูงทิเบตไปจนถึงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงออกยังทะเลจีนใต้ แม่น้ำโขงรัดร้อยผู้คนกว่า 60 ล้านชีวิต มากกว่าร้อยชาติพันธุ์ ใน 6 ประเทศ นับแต่จีนตอนใต้บริเวณมณฑลยูนนาน เมียนมาร์ ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ที่พึ่งพาพันธุ์ปลากว่าเก้าร้อยชนิด สัตว์น้ำอื่น ๆ อีกหลายร้อยชนิด และคนโขงยังอาศัยอยู่ร่วมกับพืชพรรณอีกกว่าสองหมื่นชนิด สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ต่าง ๆ … Continue reading สภาประชาชนลุ่มน้ำโขงไทย: ประสานประชาชนหลากสายน้ำ ร่วมลงเสาเอก ตอกเสาเข็ม ก้าวแรกสู่สภาประชาชนลุ่มน้ำโขงอาเซียน

แม่น้ำโขง ลมหายใจแห่งสรรพชีวิต

ปาฐกถา "แม่น้ำโขง ลมหายใจแห่งสรรพชีวิต"ถูกกล่าวโดย ศ. ดร. ทวนทอง จุฑาเกตุ จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี หนึ่งในองค์ปาฐกในงาน "ทิศทางการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำโขง จากงานวิจัยเชิงปฏิบัติการลุ่มน้ำโขง" เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 ณ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นับเป็นปาฐกถาอันทรงพลังที่ฉายให้เห็นภาพที่ชัดเจนในเรื่องของการก่อกำเนิดชีวิตและความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตที่ถูกกำหนดและจัดรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างกันของสรรพสิ่งโดยแม่ที่ชื่อว่าแม่น้ำโขง โดยเฉพาะพืชพันธุ์ สัตว์ และผู้คน พร้อมไล่เเรียงให้เห็นปัญหาอย่างวิกฤตแม่น้ำโขงที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เมื่อเทียบกับแม่น้ำทั่วโลก จะเห็นว่าแม่น้ำโขงเป็นหนึ่งในแม่น้ำที่ไหลจากบนลงล่าง ซึ่งผ่านเขตสภาพอากาศหลายเขต จึงมีความจำเพาะในความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่ค่อนข้างสูงกว่าแม่น้ำตามขวางที่ไหลจากซ้ายไปขวา ยกเว้นแม่น้ำแอมะซอน เพราะจริง ๆ แล้ว แม่น้ำหลักของโลกที่ไหลจากบนลงล่างมักมีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลาย โดยนักวิทยาศาสตร์มีข้อสรุปว่าทำไมแม่น้ำแอมะซอนที่ไหลจากซ้ายไปขวา ซึ่งสามารถตามอ่านจากงานวิจัยได้ แต่โดยทั่วไปแม่น้ำที่ไหลจากบนลงล่างจะมีความอุดมสมบูรณ์กว่า แล้วทำไมถึงสมบูรณ์ โดยทั่วไป แม่น้ำโขงมีความยาวเป็นอันดับ 10 ของโลก และมีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์สูง ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกว้าง ๆ เราจะแบ่งเป็น 5-6 โซน โซนแรกจากทิเบตลงมาถึงเชียงแสนในบริเวณที่เป็นภูเขาสูงและเป็นหุบเขา จากเชียงแสนลงมาถึงเวียงจันทน์ก็เป็นลักษณะหุบเขา เป็นพื้นที่สูง หลังจากนั้นจากเวียงจันทน์ลงมาถึงปากเซหรือในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นพื้นที่ค่อนข้างราบ แม่น้ำขยาย มีความอุดมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตเยอะ และจากปากเซไปจนถึงจังหวัดกระเจะ ทางตอนเหนือของประเทศกัมพูชา … Continue reading แม่น้ำโขง ลมหายใจแห่งสรรพชีวิต

27 ปีของเกมการเมืองแม่น้ำโขง

กับดักสงครามระหว่างจีนและอเมริกาในวันที่บาดแผลแม่น้ำโขงยังเรื้อรัง————————————————————————————— คงไม่มีช่วงเวลาไหนในประวัติศาสตร์อันยาวนานของสถานเอกอัครราชฑูตจีนประจำประเทศไทย ที่ต้องออกถ้อยแถลงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อปฏิเสธข้อกล่าวหาในการเป็นต้นเหตุของการเปลี่ยนแปลงการไหลของน้ำโขงอย่างสุดขั้วในลักษณะ “ท่วมหน้าแล้ง แห้งหน้าฝน” ตั้งแต่ปี 2562 และต่อเนื่องจนถึงต้นปี 2563 จากสาเหตุที่เขื่อนจินหงลดการระบายน้ำ จนเกิดภาวะน้ำโขงแห้งมาตลอดหลายเดือนนี้ เป็นการออกถ้อยแถลงที่ “เรียกแขก” จนทำให้ “หัวบันไดไม่แห้ง” เลยทีเดียว เรียงตามช่วงวันเวลา คือ วันที่ 5 กรกฎาคม 2562, วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563, วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563, วันที่ 2 มีนาคม 2563 วันที่ 24, 25, 27 และ 28 เมษายน 2563 โดยสถานฑูตจีน พยายามหักล้างข้อวิจารณ์ โดยใช้วาทกรรมหลักเพื่อแก้ต่าง ดังนี้ ปริมาณน้ำจากจีนมีสัดส่วนเพียง 13.5%, การระบายน้ำเพิ่มในฤดูแล้งเพื่อการชลประทาน, การลดการระบายน้ำในหน้าฝน เพื่อลดความเสียหายจากการเกิดอุทกภัย รวมถึงการใช้วาทกรรม “เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามแก่ประชาชนในภูมิภาค เพื่อความร่วมมืออันดีในอนุภูมิภาคฯ” … Continue reading 27 ปีของเกมการเมืองแม่น้ำโขง

การเมืองของกำลังไฟฟ้าสำรองสู่การเป็นร้านขายแบตเตอรี่แห่งเอเชียของไทย และค่าความไม่พร้อมก็ต้องจ่าย

ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร   เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อมวลชนบางสำนักได้นำเสนองานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮ่องกงภายใต้ชื่อ "วงจรแห่งพลังงาน: ความไม่เป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมจากห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ ถึงเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำของลาว" (Circuits of power: Environmental injustice from Bangkok’s shopping malls to Laos’ hydropower dams') ที่ชี้ให้เห็นว่าความเจริญรุ่งเรืองของกรุงเทพฯ ที่มีห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่จำนวนมากที่มีการบริโภคไฟฟ้าอย่างมหาศาล และการใช้ไฟฟ้าของผู้คนในเมืองที่ก็อาจจะไม่ได้สนใจเลยว่าไฟฟ้าเหล่านี้มาจากไหน และสร้างผลกระทบอะไรให้ใครบ้างรายงานชิ้นนี้ชี้ว่าความมั่นคงของพลังงานไฟฟ้าของเมืองไทยนั้นส่วนหนึ่งได้มาจากการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หนึ่งในแหล่งที่มาหลักก็คือ เขื่อนไฟฟ้าในลาวที่มีนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะนักลงทุนไทยเข้าไปสร้างเขื่อน แน่ละ เพราะไม่มีใครเห็นว่าตัวเลขไฟฟ้าบนหน้าปัดมิเตอร์ไฟฟ้าหน้าบ้าน หรือแม้กระทั่งบิลค่าไฟฟ้ารายเดือนได้ชี้แจงให้เห็นว่าไฟฟ้าที่ได้มาจากไหน และตัวมันเองก็คงบอกไม่ได้ เมื่อเข้าไปสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่ดูแลเรื่องไฟฟ้าแล้ว งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮ่องกงดังกล่าวช่วยให้เราตระหนักได้ว่าไฟฟ้าที่เราใช้นั้นสร้างผลกระทบอะไรต่อสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของคนอื่นได้บ้าง เพราะไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ นอกจากต้นทุนชีวิตของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และชีวิตผู้คนแล้ว ใกล้ตัวสุดก็คงเป็นค่าไฟนี่แหละที่อาจทำให้เราคนไทยผู้ใช้ไฟเข้าใจมากขึ้น และถ้าเราไม่ได้อ่านแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้าหรือ PDP กันอย่างจริงจังก็จะไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้วประเทศไทยไม่จำเป็นต้องนำเข้าไฟฟ้าหรือสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มแต่อย่างใด นั่นก็เพราะไทยมีกำลังไฟฟ้าสำรองล้นเกินอยู่ในระบบเป็นจำนวนมาก   กำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองที่ล้นเกินและราคาที่ต้องจ่าย เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 โปรเจกเสวนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Project SEVANA … Continue reading การเมืองของกำลังไฟฟ้าสำรองสู่การเป็นร้านขายแบตเตอรี่แห่งเอเชียของไทย และค่าความไม่พร้อมก็ต้องจ่าย