เมียนมากับกระบวนการพัฒนาแบบย้อนกลับ: แนวโน้มโครงการพัฒนาขนาดใหญ่หลังรัฐประหารที่อาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ผ่านมากว่า 8 เดือน นับแต่มีการรัฐประหารโดยกองทัพเมียนมา เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 เพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง บรรดารัฐต่าง ๆ ของประชาคมโลกโดยเฉพาะกลุ่มประเทศตะวันตกอย่างสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาก็ได้มีการประณามและแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยต่อการรัฐประหารและใช้วิธีถอนการลงทุนและระงับการลงทุนเพื่อกดดันกองทัพเมียนมา แนวโน้มการลงทุนจากต่างชาติในเมียนมาเริ่มชะลอตัวตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ เมื่อกองทัพเมียนมาเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน ซึ่งได้กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเชิงลบในทันทีและสร้างความไม่แน่นอนทั้งในและนอกประเทศ ประชาชนชาวเมียนมาทั่วประเทศออกมาเดินขบวนประท้วงทั่วประเทศ เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ของสาธารณชนอย่างล้นหลาม รวมถึงการรณรงค์อารยะขัดขืน หรือ Civil Disobedience Movement: CDM การต่อต้านการปกครองของทหารมีแนวโน้มที่จะยังคงต่อเนื่องและบานปลาย ทั้งในเมืองและในพื้นที่รัฐชาติพันธุ์ จนขณะนี้การต่อต้านกองทัพเมียนมาแผ่ขยายออกไปในทุกมิติทั้งการเมืองและการทหาร สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวย ซึ่งอาจทำให้เกิดความท้าทายในการดำเนินธุรกิจและการลงทุนในเมียนมา จากรายงานของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติระบุว่ากลุ่มบริษัทวิสาหกิจของกองทัพ 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท Myanmar Economic Corporation (MEC) และ บริษัท Union of Myanmar Economic Holding Limited (MEHL) เป็นกลุ่มบริษัทที่กองทัพเมียนมาครอบครองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอันมหาศาลของเมียนมาไว้ ที่ผ่านมา กองทัพเป็นสถาบันอิสระปราศจากการควบคุมหรือแม้กระทั่งการตรวจสอบจากรัฐบาลพลเรือน อีกทั้งไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐวิสาหกิจของเมียนมา มีบรรดานายพลของกองทัพซึ่งเลือกแต่งตั้งกันมาเอง มานั่งดูแลผลประโยชนทางเศรษฐกิจอันมหาศาล โดยทั้งสองวิสาหกิจมีความเกี่ยวพันและโยงใยกับธุรกิจแทบทุกประเภท … Continue reading เมียนมากับกระบวนการพัฒนาแบบย้อนกลับ: แนวโน้มโครงการพัฒนาขนาดใหญ่หลังรัฐประหารที่อาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สรุปสถานการณ์และข้อเสนอแนะ: การดำเนินการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการจัดการปัญหาของประชาชนจากประเทศเมียนมาที่เป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศเมียนมา และที่กลายมาเป็นผู้ลี้ภัยในประเทศไทย

คณะทำงานภาคประชาสังคมติดตามการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยจากประเทศเมียนมา สรุปสถานการณ์และข้อเสนอแนะ: การดำเนินการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการจัดการปัญหาของประชาชนจากประเทศเมียนมา[1] ที่เป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศเมียนมา และที่กลายมาเป็นผู้ลี้ภัย[2]ในประเทศไทย 1. ภาพรวมตัวเลขผู้พลัดถิ่นภายในประเทศและสถานการณ์ผู้ลี้ภัยภายหลังการรัฐประหารในเมียนมา ความขัดแย้งทางอาวุธในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (ประเทศเมียนมา) การพยายามโจมตีพื้นที่กลุ่มชาติพันธ์ต่าง ๆ ของกองทัพเมียนมาภายหลังการก่อรัฐประหารวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ได้ส่งผลให้มีประชาชนจำนวนมากมีความหวาดกลัวต่อภัยประหัตประหาร ต้องหนีภัยประหัตประหารและกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (Internally Displaced Persons) และกลายมาเป็นผู้ลี้ภัย ในประเทศไทยจากรายงานล่าสุดสถานการณ์ฉุกเฉินในเมียนมา วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 (Myanmar Emergency Update as of 01 July 2021) โดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระบุว่า ความรุนแรงและความไม่มั่นคงที่เกิดจากการสู้รบนับแต่ตั้งเหตุรัฐประหาร ส่งผลให้ประชาชนกว่า 211,000 คน กลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศเมียนมา โดยกระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ของรัฐคะฉิ่นราว 10,200 คน รัฐฉานมากกว่า 30,200 คน รัฐชินราว 10,000 คน[1] ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุด … Continue reading สรุปสถานการณ์และข้อเสนอแนะ: การดำเนินการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการจัดการปัญหาของประชาชนจากประเทศเมียนมาที่เป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศเมียนมา และที่กลายมาเป็นผู้ลี้ภัยในประเทศไทย

ประชาสังคม – นักวิชาการ ตามเร่งรัฐแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัย หลังเหตุการณ์ปะทะระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังชาติพันธุ์ในเมียนมาระอุหนักรายวัน

"เครือข่ายภาคประชาสังคมและนักวิชาการยื่นเอกสารต่อ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ และกิจการชายแดนฯ - พิธา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาอาเซียนเสนอ 9 ข้อ แก้ไขวิกฤตมนุษยธรรมผู้ลี้ภัยชายแดนและผู้ลีเภัยในเขตเมือง" 8 ก.ค. 2564 เวลาประมาณ 14.30 น. เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมและนักวิชาการในนามคณะทำงานภาคประชาสังคมติดตามการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยจากประเทศเมียนมาได้ยื่นเอกสารข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตมนุษยธรรมแก่ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศและผู้ลี้ภัยในเขตเมืองจากประเทศเมียนมา ณ อาคารรัฐสภา (เกียกกาย) ต่อ พล.ต.ต. สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาอาเซียนเพื่อสิทธิมนุษยชน (ASEAN Parliamentarians for Human Rights: APHR) ศ.สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การมายื่นเอกสารในครั้งนี้เป็นการมาเพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาด้านมนุษยธรรมต่อผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาในเขตชายแดนไทยและผู้ลี้ภัยในเขตเมือง โดยก่อนหน้านี้ทางเครือข่ายฯ เคยยื่นจดหมายลักษณะนี้ไปแล้วหลายครั้งนับตั้งแต่เดือนเมษายนแต่ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ วิชัย จันทวาโร เจ้าหน้าที่มูลนิธิเสมสิกขาลัย ได้สรุปสถานการณ์ สภาพปัญหา และจำนวนผู้พลัดถิ่นภายในประเทศเมียนมาอันเกิดจากการสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมาและกองกำลังชาติพันธุ์ โดยนับแต่มีการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ว่าขณะนี้ทั่วประเทศเมียนมามีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศเมียนมาแล้วกว่า … Continue reading ประชาสังคม – นักวิชาการ ตามเร่งรัฐแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัย หลังเหตุการณ์ปะทะระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังชาติพันธุ์ในเมียนมาระอุหนักรายวัน

วิกฤตมนุษยธรรม แนวรบด้านตะวันตกยังไม่สงบ: สรุปสถานการณ์การหนีภัยสงครามระลอกใหม่ในรัฐกะเหรี่ยง

เรียบเรียงโดย ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร แผนที่แสดงสถานที่สำคัญต่าง ๆ บริเวณชายแดนไทย - เมียนมา แม่น้ำสาละวิน, เครดิตภาพโดย Mymekong.org รวมระยะเวลากว่าสองเดือนแล้วที่ประชาชนผู้อพยพหนีภัยการสู้รบจากรัฐกะเหรี่ยงและบางส่วนของรัฐคะเรนนี ในประเทศเมียนมา ต้องระหกระเหินเดินทางรอนแรมผ่านป่าเขา ชะง่อนผา ข้ามลำน้ำ พลัดพรากจากถิ่นที่อยู่ของตน รวมไปถึงในค่ายผู้อพยพอิตุท่าที่เปรียบได้กับชุมชนขนาดใหญ่ที่หลายคนเติบโตและใช้ชีวิตแม้ไม่ได้สมัครใจหลังจากที่ต้องหนีภัยสงครามการสู้รบกองทัพพม่าและกองกำลังปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Liberation Army: KNLA) กว่าเกือบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา หลังจากค่ายและสำนักงานใหญ่คือ มาเนอปลอว์ ของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงถูกตีแตก หลายคนอาจต้องหนีมาตลอดชีวิตเพื่ออิสรภาพในระยะยาว รวมแล้วมากกว่า 70 ปี นับจากประเทศพม่าประกาศอิสรภาพ ปลดแอกจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งแม้พม่าจะมีเอกราช แต่นั่นเป็นสัญญาณของความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ กับกองทัพพม่าที่ต้องการปลดแอกจากการพยายามกระชับอำนาจ รวมทุกกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพม่าด้วยการใช้อำนาจทางการทหารอันดิบเถื่อน    รายงานฉบับย่อนี้เป็นการสรุปสถานการณ์การหนีภัยสงครามการสู้รบของประชาชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงจากประเทศเมียนมา ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม เป็นต้นมา จนถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 ซึ่งอาจไม่ได้เรียงลำดับเหตุการณ์อย่างชัดเจน แต่เป็นการนำเสนอตามรายประเด็นที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม … Continue reading วิกฤตมนุษยธรรม แนวรบด้านตะวันตกยังไม่สงบ: สรุปสถานการณ์การหนีภัยสงครามระลอกใหม่ในรัฐกะเหรี่ยง

76 ภาคประชาสังคม ไทย-เทศ ร่อนจดหมายเปิดผนึกถึง ปตท – หยุดเป็นท่อน้ำเลี้ยงทหารพม่า

20 พฤษภาคม 64 (กรุงเทพฯ) คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch) เปิดเผยจดหมายเปิดผนึกซึ่งส่งถึง ปตท และ ปตท.สผ. เพื่อให้ระงับและงดส่งจ่ายเงินจากก๊าซธรรมชาติให้กับกองทัพเมียนมา เพื่อยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา 76 องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคมด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ทั้งไทย เมียนมา และนานาชาติร่วมลงชื่อ ชี้ชัดเงินค่าก๊าซธรรมชาติอยู่ในการควบคุมของกองทัพ หวั่นส่งเสริมการประหัตประหารประชาชน นายธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร ผู้ประสานงานคณะทำงาน กล่าวว่า “เราเรียกร้องให้ ปตท.งดจ่ายเงินให้กับบริษัทรัฐวิสาหกิจที่ดูแลเรื่องน้ำมันและก๊าซของพม่าในขณะเพราะแม้ว่าโดยหลักการแล้วบริษัทนี้จะเป็นของรัฐบาลเมียนมา แต่การควบคุมอำนาจในการบริหารหน่วยงานแบบเบ็ดเสร็จของคณะรัฐประหารเมียนมาทำให้บริษัทรัฐวิสาหกิจซึ่งควรจะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นเจ้าของนั้นไม่อาจรับประกันได้อีกต่อไปว่ารายได้จาก ปตท ในฐานะผู้ซื้อตามสัญญาจะถูกนำไปใช้จ่ายเพื่อกิจการพลเรือนและผลประโยชน์ต่อประชาชนชาวเมียนมาอย่างแท้จริง ความไม่โปร่งใสและการใช้อำนาจฉ้อฉล ทั้งยังดิบเถื่อนของกองทัพเมียนมาต่อประชาชนในประเทศตนเองที่เป็นอยู่ในขณะนี้นั้นทำให้เรากังวลเป็นอย่างมากว่าเงินรายได้ในส่วนนี้จะถูกแปรเป็นอาวุธหรือกระสุนปืนที่สาดใส่แก่ประชาชนผู้บริสุทธิ์” ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการตัวแทนสภาแห่งสหภาพ หรือ Committee Representing Pyidaungsu Hluttaw: CRPH ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนชาวเมียนมา ได้ส่งหนังสือไปยังกลุ่มธุรกิจหรือรัฐวิสาหกิจจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศโดยเฉพาะในกิจการการลงทุนด้านการค้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เรียกร้องให้ระงับกิจการการลงทุนและตัดสายสัมพันธ์ในการทำธุรกิจร่วมกับกองทัพเมียนมาในทันที อีกทั้งเรียกร้องให้บริษัทที่ร่วมทุนนำรายได้ที่ต้องจ่ายไปยังบริษัท Myanmar Oil and Gas Enterprise (MOGE) ซึ่งเป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจที่ขณะนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของคณะรัฐประหารเผด็จการกองทัพเมียนมาไปไว้ยังบัญชีที่ได้รับการปกป้อง (protected/escrow account) เนื่องจากพวกเขาเกรงว่ารายได้จากการประกอบธุรกิจนี้จะเป็นเงินที่ป้อนเข้าสู่กระเป๋าของกองทัพเมียนมาโดยตรง โดยหนังสือดังกล่าวมีข้อเรียกร้องที่อ้างไปถึง … Continue reading 76 ภาคประชาสังคม ไทย-เทศ ร่อนจดหมายเปิดผนึกถึง ปตท – หยุดเป็นท่อน้ำเลี้ยงทหารพม่า

เจาะสาเหตุการรัฐประหาร รูปแบบการเคลื่อนไหวและการลุกฮือของประชาชนผ่านสายตานักวิชาการเมียนมา

เรียบเรียงโดย ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร นับเป็นเวลากว่าสองอาทิตย์แล้ว ที่ทางกองทัพเมียนมายึดอำนาจการบริหารประเทศจากรัฐบาลพลเรือน ที่นำโดยพรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย ที่กำลังจะเข้ารับตำแหน่งการบริหารประเทศเป็นสมัยที่สอง หลังจากได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งครั้งหลังสุดที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การรัฐประหารในครั้งนี้นั้นทางกองทัพให้เหตุผลว่าเป็นเพราะมีการทุจริตการเลือกตั้ง ซึ่งนี่อาจจะเป็นเพียงฟางเส้นสุดท้ายที่กองทัพหยิบยกมาเป็นเหตุผลเพื่อนำพาประเทศไปสู่สถานการณ์ที่ทางกองทัพกลับมามีอำนาจเต็มในฐานะรัฐฏาธิปัตย์อีกครั้งหลังการปฏิรูปและเปิดประเทศเมื่อกว่าสิบปีก่อน ซึ่งนับเป็นการหมุนเข็มนาฬิกาประชาธิปไตยให้ถอยหลังกลับ จนประชาชนทุกภาคส่วนต้องลุกฮือออกมาต่อต้านการยึดอำนาจในครั้งนี้ของกองทัพเมียนมา ซึ่งไม่รู้ว่าจุดจบในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร อาจารย์คืนใส ใจเย็น ผู้อำนวยการสถาบันสหพันธรัฐเพื่อสันติภาพและการเจรจา (Pyidaungsu Institute for Peace and Dialogue) กล่าวว่า เรื่องราวที่มาที่ไปของการรัฐประหารครั้งนี้มีอยู่ 2 เรื่องเล่าที่พูดถึงกันและเป็นข้อถกเถียงอยู่ในขณะนี้ เรื่องเล่าที่หนึ่ง คือ ก่อนมีการเลือกตั้ง ทางสถาบันฯ ของเราได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของบรรดาผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในหัวเมืองใหญ่อย่างย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ โดยมีคำถามกับคนในพื้นที่ว่ามีความพึงพอใจผลการทำงานของนางออซาน ซู จี และรัฐบาลพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาไหม คนส่วนใหญ่ที่ให้สัมภาษณ์บอกว่าไม่พอใจ ยกเว้นการปรากฏตัวของเธอในศาลโลกเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา ประชาชนส่วนใหญ่มองว่านี่เป็นความกล้าหาญอย่างมาก เธอกล้าหาญมากกว่านายพลผู้ถูกตราหน้าอย่างมิน อ่อง ลายง์ อีกคำถามที่ใช้สัมภาษณ์คือ การเลือกตั้งครั้งนี้ คุณจะเลือกพรรคการเมืองใด ผลปรากฏว่าผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่ยังคงเลือกพรรค NLD เพราะคนส่วนใหญ่เกลียดกองทัพ เกลียดทหารที่ปกครองประเทศมาตั้งแต่ปี 1962 … Continue reading เจาะสาเหตุการรัฐประหาร รูปแบบการเคลื่อนไหวและการลุกฮือของประชาชนผ่านสายตานักวิชาการเมียนมา

คณะกรรมการบริหารโครงการทวายชี้แจงเหตุยกเลิกสัญญาสัมปทานกับอิตาเลียนไทยฯ

แปลจาก Announcement: Update on Dawei Special Economic Zone Initial Phase Development by Dawei Special Economic Zone Management Committee (DSEZ MC) 18/1/2021 ขอบคุณข้อมูลจาก เสมสิกขาลัย ต้นฉบับประกาศของคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย หน้า 1 18 มกราคม 2564 คณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (DSEZ MC) ขอแจ้งให้ทราบว่าทางเราได้ออกประกาศยุติข้อตกลงสัมปทานสำหรับโครงการระยะเริ่มต้นที่ทำสัญญาไว้ทั้ง 9 โครงการ ณ เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (DSEZ) เนื่องด้วยทางคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายสูญเสียความเชื่อมั่นในความสามารถของผู้รับสัมปทานในการดำเนินโครงการที่มีความสำคัญระดับชาติ หลังจากเกิดความล่าช้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมถึงการละเมิดข้อผูกพันทางการเงินอย่างต่อเนื่องภายใต้สัญญาและความล้มเหลวของผู้รับสัมปทานในการยืนยันความสามารถทางการเงินในการดำเนินการพัฒนา ขณะนี้ทางคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายมีความยืดหยุ่นในการสร้างโครงการและระบุพันธมิตรใหม่เพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาสในการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความเฉพาะนี้เพื่อประโยชน์ของประเทศเมียนมาร์ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาได้มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลไทยได้สนับสนุนข้อตกลงเงื่อนไขการระดมทุนกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านของประเทศไทยเพื่อนำมาพัฒนาโครงการถนนสองช่องทางเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายไปยังชายแดนไทย ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จ โครงการถนนนี้จะกลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของโครงการทวาย รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็ได้ขยายความมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมสำหรับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและเตรียมที่จะสนับสนุนการดำเนินการสำรวจเเพื่อตรียมการสำหรับท่าเรือน้ำลึกทวาย เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเมียนมาร์และไทยเพิ่งได้พบปะกันเพื่อประชุมระดับการทำงานสามฝ่ายหรือไตรภาคีและเราคาดว่าจะมีการประชุมไตรภาคีของคณะกรรมการประสานงานร่วมเพื่อการพัฒนาโครงการที่ครอบคลุม ในไม่ช้านี้ ดร. ทุน หน่าย ประธานคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย กล่าวว่า "หลังจากใช้ความพยายามอย่างสมเหตุสมผลเพื่อทำให้โครงการทวายระยะเริ่มต้นบรรลุผลสำเร็จ … Continue reading คณะกรรมการบริหารโครงการทวายชี้แจงเหตุยกเลิกสัญญาสัมปทานกับอิตาเลียนไทยฯ

โครงการถนนสองช่องทางเชื่อมต่อโครงการทวาย: ความคืบหน้าและสถานการณ์ปัจจุบัน (2563)

ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของโครงการถนนสองช่องทางเชื่อมต่อโครงการทวาย   โครงการถนนเชื่อมต่อโครงการทวาย (Dawei Road Link) เป็นหนึ่งในโครงการหลักของโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย มีจุดประสงค์ในการช่วยย่นย่อระยะทางและระยะเวลาของการขนส่งสินค้าและบริการจากชายฝั่งทะเลอันดามันประเทศเมียนมาร์ไปยังทะเลจีนใต้ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ มีการคาดการณ์กันว่าถนนเส้นนี้จะสามารถขนส่งสินค้าและบริการจากชายฝั่งทะเลอันดามันไปยังท่าเรือแหลมฉบังของไทยเพียงไม่ถึง 8 ชั่วโมง โดยถนนทวายเส้นนี้มีความยาว 138 กิโลเมตร มีจุดเริ่มต้นจากตัวโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษไปยังชายแดนไทย – เมียนมาร์ ที่ด่านพุน้ำร้อน อำเภอบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี ถนนเส้นนี้มีความสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศไทยและเมียนมาร์อย่างมีนัยสำคัญ เพราะจะเชื่อมต่อกับถนนทางหลวงเชื่อมต่อบ้านเก่า – กาญจนบุรี จากนั้นจึงเชื่อมไปยังถนนทางหลวงหมายเลข 81 กาญจนบุรี – บางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี และเชื่อมต่ออีกทอดหนึ่งไปยังนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและท่าเรือแหลมฉบังของประเทศไทย โครงการนี้ ถูกสถาปนาขึ้นอย่างชัดเจนภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลไทยโดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2558 เรื่อง การดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรีในการสนับสนุนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง สาระสำคัญของมติดังกล่าวคือการให้เงินกู้ผ่อนปรนจำนวน 4,500 ล้านบาทแก่รัฐบาลเมียนมาร์เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างโครงการถนนสองช่องทางเชื่อมต่อโครงการทวายในระยะทาง 138 โดยมีสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) เป็นหน่วยงานตัวแทนในการดำเนินการโครงการ มีหน้าที่ในการออกแบบเงื่อนไขเงินกู้ยืม เพื่อเป็นการช่วยเหลือทางการเงิน (Financial Assistance: FA) และยังมีหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ (Technical Assistance: TA) โดยการจัดทำรายงานสำรวจและออกแบบรายละเอียดโครงการถนนสองช่องทางเชื่อมต่อโครงการทวายด้วย … Continue reading โครงการถนนสองช่องทางเชื่อมต่อโครงการทวาย: ความคืบหน้าและสถานการณ์ปัจจุบัน (2563)

แรงงานทวายในไทยกับการเผชิญภัยจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด 19 

ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร   เป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนเต็ม ๆ ที่ตลาดนัดจตุจักร ห้างสรรพสินค้าอย่าง JJ Plaza และห้างสรรพสินค้าอื่น ๆ ตลอดจนกิจกรรมที่อาจส่งผลให้เกิดการรวมตัวขนาดใหญ่ของผู้คนถูกประกาศปิดและเลื่อนออกไปหลังจากที่มาตรการกึ่งปิดเมืองถูกนำมาใช้กับกรุงเทพฯ เป็นที่แรกในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม และการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินของคณะรัฐมนตรี  ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ชะงักงันเป็นอัมพาตไปชั่วขณะ แม้ร้านค้า ร้านอาหารยังคงเปิดได้ตามปกติในหลายจุด แต่บรรยากาศโดยรวมค่อนข้างเงียบเหงา ทันทีที่มาตรการดังกล่าวมีผล แรงงาน ลูกจ้างรายวัน ก็อยู่ในสถานะว่างงานชั่วคราวทันที แรงงานชาวเมียนมา โดยเฉพาะชาวทวายที่ส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในพื้นที่ห้างสรรพสินค้าและตลาดนัดจตุจักร และพื้นที่ใกล้เคียง ที่อยู่ในภาคการค้าและบริการก็ยิ่งได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน จากการประเมินขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration: IOM) วิกฤตโควิด 19 ทำให้แรงงานข้ามชาติราว 150,000-200,000 คน จากประเทศกัมพูชา  ลาว เมียนมา และเวียดนาม ตกงานทันที แรงงานชาวทวายก็ดูจะเป็นหนึ่งในจำนวนที่จะต้องเผชิญสภาวะดังกล่าว มาตรการกึ่งปิดเมือง เพื่อตัดวงจรการพบปะสัญจรของผู้คนเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาเพื่อยังยั้งการแพร่ระบาดของเชื่อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ อันก่อให้เกิดโรคโควิด 19 ซึ่งมีการแพร่ระบาดอย่างหนักและส่งผลกระทบไปทั่วโลก แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นมาตรการที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพของประชาชนเป็นหลัก … Continue reading แรงงานทวายในไทยกับการเผชิญภัยจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด 19 

คุยกับทนายอาสา – ถอดบทเรียนการต่อสู้ตามช่องทางทางกฎหมายในเมียนมา กรณี เหมืองแร่ดีบุกเฮงดา

ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร เมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมา บริษัทเหมืองแร่ดีบุก ซึ่งเป็นบริษัทของนักธุรกิจไทยที่เข้าไปดำเนินกิจการเหมืองแร่ดีบุกเฮงดา ตั้งแต่ปี 2542 แพ้คดีในศาลชั้นต้นเมืองทวาย ต่อนาย ซอ ดา เชว (Saw Dah Shwe) ชาวบ้านหมู่บ้านกะบันเชาว์ (Kin Baung Chaung)ซึ่งได้ฟ้องร้องคดีต่อศาลเมืองทวายว่า ในปี 2556 เขาได้รับผลกระทบจากการที่เหมืองเฮงดา เหมืองแร่ดีบุกซึ่งตั้งอยู่ใกล้บ้านและพื้นที่สวนของเขานั้นปล่อยน้ำเสียและกากตะกอนหางแร่จากการทำเหมืองแบบเปิดของบริษัท ลงมาตามลำน้ำ ทำให้ ต้นไม้และพันธุ์พืชของเขาเสียหายอย่างมาก โดยศาลมีคำตัดสินให้ทางบริษัทชดใช้ค่าเสียหายต่อนายซอ ดา เชว จำนวน จ่ายค่าชดเชยเป็นเงินจำนวน 114,800,000 จั๊ต (หรือราว 2,400,000 บาท) ความสำเร็จ (แม้จะในระดับศาลชั้นต้น) ในการชนะคดีของนายซอ ดา เชว ในครั้งนี้ นำมาซึ่งการขบคิดถึงการต่อสู้ในกระบวนการทางกฎหมายของประชาชนในประเทศเมียนมา ต่อการถูกละเมิดโดยบริษัทจากต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศและสร้างความเสียหายในทางทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อม The Mekong Butterfly และเสมสิกขาลัย ได้มีโอกาสนทนาและถอดบทเรียนการต่อสู้ทางคดีในกรณีเหมืองเฮงดาต่อทนายซอว์ (นามสมมติ) และตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคมแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ให้การสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและการฟ้องร้องคดีต่อศาลให้กับชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการของบริษัท … Continue reading คุยกับทนายอาสา – ถอดบทเรียนการต่อสู้ตามช่องทางทางกฎหมายในเมียนมา กรณี เหมืองแร่ดีบุกเฮงดา