ผ่านมากว่า 8 เดือน นับแต่มีการรัฐประหารโดยกองทัพเมียนมา เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 เพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง บรรดารัฐต่าง ๆ ของประชาคมโลกโดยเฉพาะกลุ่มประเทศตะวันตกอย่างสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาก็ได้มีการประณามและแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยต่อการรัฐประหารและใช้วิธีถอนการลงทุนและระงับการลงทุนเพื่อกดดันกองทัพเมียนมา

แนวโน้มการลงทุนจากต่างชาติในเมียนมาเริ่มชะลอตัวตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ เมื่อกองทัพเมียนมาเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน ซึ่งได้กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเชิงลบในทันทีและสร้างความไม่แน่นอนทั้งในและนอกประเทศ ประชาชนชาวเมียนมาทั่วประเทศออกมาเดินขบวนประท้วงทั่วประเทศ เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ของสาธารณชนอย่างล้นหลาม รวมถึงการรณรงค์อารยะขัดขืน หรือ Civil Disobedience Movement: CDM การต่อต้านการปกครองของทหารมีแนวโน้มที่จะยังคงต่อเนื่องและบานปลาย ทั้งในเมืองและในพื้นที่รัฐชาติพันธุ์ จนขณะนี้การต่อต้านกองทัพเมียนมาแผ่ขยายออกไปในทุกมิติทั้งการเมืองและการทหาร สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวย ซึ่งอาจทำให้เกิดความท้าทายในการดำเนินธุรกิจและการลงทุนในเมียนมา

จากรายงานของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติระบุว่ากลุ่มบริษัทวิสาหกิจของกองทัพ 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท Myanmar Economic Corporation (MEC) และ บริษัท Union of Myanmar Economic Holding Limited (MEHL) เป็นกลุ่มบริษัทที่กองทัพเมียนมาครอบครองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอันมหาศาลของเมียนมาไว้ ที่ผ่านมา กองทัพเป็นสถาบันอิสระปราศจากการควบคุมหรือแม้กระทั่งการตรวจสอบจากรัฐบาลพลเรือน อีกทั้งไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐวิสาหกิจของเมียนมา มีบรรดานายพลของกองทัพซึ่งเลือกแต่งตั้งกันมาเอง มานั่งดูแลผลประโยชนทางเศรษฐกิจอันมหาศาล โดยทั้งสองวิสาหกิจมีความเกี่ยวพันและโยงใยกับธุรกิจแทบทุกประเภท จนหลีกเลี่ยงที่จะไม่ใช้บริการหรือบริโภคได้ยากมาก เช่น ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจการเงินการธนาคาร ธุรกิจการท่องเที่ยวและการโรงแรม ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจโรงพยาบาล ธุรกิจด้านสุขภาพและความงาม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ธุรกิจข่าวสารและสื่อสารมวลชน ธุรกิจการกระจายสินค้าและการขนส่ง ธุรกิจป่าไม้ ธุรกิจพลังงานและไฟฟ้า ธุรกิจเหมืองแร่ ธุรกิจอัญมณี ธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยมีบริษัทเกี่ยวข้องมากกว่า 133 แห่ง ทั้งที่เป็นบริษัทภายในประเทศและบริษัทของนักลงทุนต่างชาติ  โดยรายงานดังกล่าวสืบทราบได้ว่าวิสาหกิจกองทัพเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนชาวเมียนมา รวมถึงรายได้จากบริษัทเหล่านี้ได้ถูกแปลงเป็นอาวุธในการรบพุ่ง ประหัตประหารกลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐต่าง ๆ ด้วย

หากคิดย้อนทบทวนเรื่องราวของเมียนมา นับแต่การเปิดประเทศเมื่อกว่าหนึ่งทศวรรษนับแต่ปี 2010 – 2020 เมียนมาเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติอย่างมาก โดยมีเครื่องมือทางนโยบายและกฎหมายต่าง ๆ มาสนับสนุน เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 20 ปี, กฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ, กฎหมายการลงทุนต่างประเทศ และการลงทุนเมียนมา

หลังจากการเปิดประเทศและปฏิรูปทางการเมืองสู่หนทางประชาธิปไตย รวมทั้งเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ สัดส่วนการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นสูงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศตะวันตก

ดูเหมือนว่าภาคส่วนการลงทุนที่สร้างความมั่งคั่งให้กับกองทัพและเครือข่ายมากที่สุดจะเป็นโครงการพัฒนาขนาดใหญ่และธุรกิจขุดเจาะทำลายล้างอย่างเหมืองแร่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งขณะนี้พวกเขาได้เข้าคุมอำนาจรัฐและองคาพยพต่างๆ ไว้ทั้งหมด มีรายงานว่าบริษัทในเครือกองทัพล้วนเป็นเจ้าตลาดธุรกิจเหมืองหยก-พลอยในประเทศ ทั้งยังเป็นผู้ส่งออกหยกรายใหญ่มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ไปยังจีน

รายงานจาก Justice for Myanmar ระบุว่า ธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีส่วนสำคัญในฐานะรายได้และกระแสเงินสดที่สร้างความมั่งคั่งให้กับกองทัพโดยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายภาคส่วนในเมียนมาทั้งประชาชน ภาคประชาสังคม และรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) รวมตัวกันเรียกร้องให้บริษัทร่วมทุนจากต่างประเทศที่ลงทุนและดำเนินการเกี่ยวธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติระงับการดำเนินโครงการหรืออย่างน้อยที่สุดระงับการจ่ายเงินไปยังรัฐวิสาหกิจของเมียนมาอย่างบริษัท Myanmar Oil and Gas Enterprise (MOGE) เพื่อนำไปสู่การสกัดกั้นไม่ให้กองทัพหรือคณะเผด็จการทหารเมียนมานำรายได้ในส่วนนี้เป็นท่อน้ำเลี้ยงไปแปลงเป็นเครื่องมือสังหารประชาชน

หากเปรียบการเติมก๊าซและน้ำมันให้กับรถยนต์ได้ขับเคลื่อนไปได้ฉันใด การจ่ายเงินผ่านรูปแบบทางภาษีและส่วนแบ่งกำไรของบริษัทก็ราวกับเป็นการเติมเชื้อเพลิงที่ช่วยให้เครื่องยนต์สังหารทั้งทางเศรษฐกิจและกองทัพเดินหน้าได้ฉันนั้น

การลงทุนในโครงการพัฒนา ซึ่งหมายรวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจขุดเจาะทำลายล้าง ได้ส่งผลอีกด้านหนึ่งนอกจากตัวเลขทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น

โครงการเหล่านี้ที่ถูกแปะป้ายด้วยคำว่า “การพัฒนา” เช่น โครงการเขื่อน โครงการขุดเจาะ ดำเนินการ และขนส่ง โครงการโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานฟอสซิล โครงการเหมืองแร่ โครงการนิคมอุตสาหกรรมได้ส่งผลกระทบอย่างเป็นวงกว้างต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสุขภาพของผู้คนในพื้นที่โครงการและใกล้เคียง หลายโครงการลุกลามไปถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีความเกี่ยวพันกับการใช้อำนาจทางการทหารของกองทัพเมียนมาที่ประชาชนในพื้นที่และรัฐต่าง ๆ เป็นเหยื่อของการพัฒนาและการกระชับพื้นที่ทางการเมืองและการทหาร

โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจทำลายล้างเหล่านี้นำมาซึ่งปัญหาหลากหลายประการ เช่น การแย่งยึดที่ดินของประชาชนและชุมชนเพื่อนำมาซึ่งพื้นที่ในการให้สัมปทานแก่ผู้พัฒนาโครงการ การถูกบังคับโยกย้ายออกจากพื้นที่ของตน การสูญเสียวิถีชีวิตและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ผูกโยงกับพื้นที่ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และอีกนานัปการ

แต่หากพิจารณาย้อนกลับไปไกลกว่านั้น แม้ว่าหลังการปราบปรามประชาชนในปี 1988 และการล้มผลการเลือกตั้ง 1990 เมียนมาจะถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ธุรกิจของกองทัพก็ไม่ได้สะดุดมากนัก พวกเขาเปิดรับการลงทุนและการทำธุรกิจร่วมกันกับบางประเทศโดยการจัดตั้งบริษัท holding และ บริษัทรัฐวิสาหกิจขึ้นมาเพื่อดำเนินธุรกิจร่วมกับบริษัทเอกชนทั้งจากต่างชาติและภายในประเทศ โดยในช่วงหลังปี 1990 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นช่วงก่อนการปฏิรูปทางการเมืองเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตย การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาและธุรกิจขุดเจาะทำลายล้างมีสัดส่วนทั้งจำนวนเม็ดการลงทุนเป็นอันดับแรก ๆ มาโดยตลอด จนอาจกล่าวได้ว่า โครงการพัฒนาและธุรกิจขุดเจาะทำลายล้างที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ เป็นปัจจัยค้ำจุนให้กองทัพมีความเข้มแข็งมาโดยตลอด โดยเฉพาะการลงทุนจากจีนในเมียนมาก่อนที่จะเปิดรับหารลงทุนจากต่างชาติอย่างเป็นทางการในปี 2010

ในปี 2009 เมียนมาและจีนได้มีความตกลงสร้างโครงการท่อก๊าซและน้ำมันมูลค่ากว่า 2,500 ล้านดอลลาร์ จากชายฝั่งในรัฐอาระกันตัดผ่านเมียนมาตอนกลางเข้าไปยังโรงกลั่นในมณฑลยูนนานของจีน ซึ่งนอกจากท่อก๊าซก็ได้โครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ เช่น ถนน ทางรถไฟ พาดผ่านตามไปด้วย มากไปกว่านั้นบริษัทจากจีนก็ได้สัมปทานจากกองทัพเมียนมาในการสร้างโครงการเขื่อนไฟฟ้าขนาดใหญ่ในบริเวณรัฐคะฉิ่น ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 15 ของโลก แน่นอนว่าผลกระทบต่อพื้นที่นั้นมหาศาล

เห็นได้ชัดว่ากองทัพเมียนมาไม่เคยแยแสกับว่าโครงการพัฒนาพวกนี้จะส่งผลกระทบมากน้อยเพียงใดต่อรประชาชนในพื้นที่หรืออาศัยอยู่ใกล้เคียงกับโครงการ ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชรติและสิ่งแวดล้อมด้วย

สำหรับการตอบโต้ของชาติตะวันตกและองค์กรโลกบาลต่าง ๆ ต่อกองทัพเมียนมานั้น แม้มีการออกมาตรการยกเลิกการสนับสนุนการให้เงินช่วยเหลือในโครงการต่าง ๆ และประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแบบกำหนดเป้าหมายจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็อาจทำให้เมียนมาโดยเฉพาะกองทัพหันกลับเข้าหาการสนับสนุนจากกลุ่มประเทศที่พวกเขามองว่าเป็นชาติพันธมิตรที่ไม่ได้มีท่าทีประณามการรัฐประหารโดยกองทัพเมียนมาอย่างชัดเจนทั้งในเวทีระหว่างประเทศและในนามประเทศอย่างจีน รัสเซีย และไทย ซึ่งดูเหมือนว่ามหามิตรอำนาจนิยมเหล่านี้รอจังหวะความผันผวนและความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจ และสาธารณสุข

ในกรณีของจีน จะเห็นได้ว่ารัฐและภาคธุรกิจจีนให้ความสำคัญกับเมียนมาในฐานะหลังบ้านและแหล่งทรัพยากรที่สำคัญอย่างมาก โดยจีนมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่อยู่ตามแนวโครงการความริเริ่มแถบและทาง หรือ Belt and Road Initiative (BRI) และระเบียงเศรษฐกิจจีน – เมียนมา (China – Myanmar Economic Corridor: CMEC) โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจพิเศษจ้าวผิว ซึ่งเป็น 1 ใน 3 เขตเศรษฐกิจพิเศษที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของเมียนมา ล่าสุดมีความพยายามกดดันจากจีนให้ทางคณะเผด็จการทหารเมียนมาเร่งเดินหน้าจัดการโครงสร้างพื้นฐานในโครงการ มากไปกว่านั้นในขณะนี้จีนเองก็เริ่มดำเนินการให้ความช่วยเหลือ

ส่วนในกรณีของไทย หลังการรัฐประหารเมียนมา  แทบจะทันทีทันควัน ทางรัฐบาลไทยได้ติดต่อกลับไปยังทางการเมียนมาเพื่อที่จะเจรจาต่อรองเกี่ยวกับการดำเนินในโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ที่ก่อนหน้านี้ทางบริษัทไทยซึ่งเป็นผู้ดำเนินโครงการได้ถูกยกเลิกสัญญาสัมปทานในการดำเนินโครงการทวาย อีกทั้งโครงการความช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ (Official Development Assistances: ODA) ทั้งทางการเงินและทางวิชาการผ่านหน่วยงานที่เกี่ยงข้องต่อเมียนมาก็ยังคงมีอยู่

นอกจากนี้ในแง่ของการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบนลำน้ำสาละวินในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยงก็ดูจะเป็นเป้าของการพัฒนาอีกครั้ง หลังจากพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย ในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหารได้เดินทางไปเยือนเมืองพะอัน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐกะเหรี่ยง และมีความตั้งใจที่จะสร้างเขื่อนฮัตจี หนึ่งใน 7 โครงการเขื่อนบนลำน้ำสาละวิน ที่มีผู้ลงทุนหลักเป็นบริษัทจีนและมีผู้รับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนคือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ดูเหมือนว่า แม้ชาติตะวันตกจะประณามการกระทำอันอุกอาจและขาดมนุษยธรรมของกองทัพเมียนมาในการปราบปรามประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างไร แต่ชาติที่มีการลงทุนในโครงการต่าง ๆ ในเมียนมาก่อนหน้านี้ และไม่ได้มีการประณามการรัฐประหารของกองทัพเมียนมาอย่างชัดเจนทั้งในทางปฏิบัติและในเวทีโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนและไทย ก็ยังพยายามเร่งเดินหน้าโครงการที่ติดค้างไว้มากยิ่งขึ้นแม้การรัฐประหารและเหตุการณ์การสู้รบ และการต่อสู้เพื่อทวงคืนประชาธิปไตยยังมีอยู่ อีกทั้งยังมีวิกฤตอื่น ๆ ที่ซ้อนขึ้นมาอย่างวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 และภัยธรรมชาติ สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานและน่าเป็นห่วงเช่นนี้เป็นสิ่งที่น่าวิเคราะห์ว่าเมียนมาในยุคเผด็จการทหารครั้งใหม่ โดยเฉพาะแนวโน้มการพัฒนาและสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา และโดยเฉพาะอย่างผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มาพร้อมกับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ตัดขาดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างสิ้นเชิงผู้คนต่างในพื้นที่ต่าง ๆ ภายใต้ขอบเขตของรัฐเมียนมานี้จะเป็นอย่างไร คงเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ไม่ยากนัก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s